ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่ง

SEP 08 2010

รับส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์การรักษา โดยที่ท่านสามารถระบุแพทย์ได้หรือกรณีไม่ทราบเราสามารถแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ท่านได้ เช่น
นพ.ธวัชชัย บุญพัฒนพงษ์,นพ.ปราโมทย์ มนูรังสี,นพ.วิเชียร ว่องวงศ์ศรี,นพ.วิทวัส อังคทะวานิช, นพ.วิรัตน์ โอสถาเลิศ,นพ.สมบูรณ์ ธรรมรังรอง,นพ.สานิจ พงคพนาไกร, นพ.สุกิจ วรธำรง,นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์,นพ.สมศักดิ์ ชุลีวัฒนะพงศ์,นพ.ไกรฤทธิ์ ติยะกุล, นพ.กิตติชัย สิปิยารักษ์,นพ.พิชญ์ ไพบูลย์เกษมสุทธิ,นพ.กรีชาติ พรสินศิริรักษ์ เป็นต้น
โดยท่านจะได้รับความสะดวกในการจองคิวนัดแพทย์ล่วงหน้าและในวันที่ท่านมาโรงพยาบาลจะมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่าน โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้เรายังมอบบัตรส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์บริการภายในของรพ.ยันฮี เพื่อใช้ยื่นลดเปอร์เซ็นต์กับแคชเชียร์ของรพ.ยันฮี อีกด้วย
หากมีคำถามหรือมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรม เช่น ค่าใช้จ่าย เลือกหรือปรึกษาคุณหมอท่านใด การเตรียมตัวก่อน-หลังผ่าตัด อย่างไรบ้าง การแก้ไขในส่วนของที่ทำมาแล้วหรือทำมาจากที่อื่น เป็นต้น
สามารถสอบถามได้จากที่นี่เลยค่ะ สอบถาม-พูดคุยเรื่องศัลยกรรม
รายชื่อและตารางเวรคณะแพทย์ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่ง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

เสริมหน้าอก

หน้าอกเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ความเป็นสตรีเพศและช่วยเพิ่มความงามของร่างกาย ได้อีกจุดหนึ่ง การมีหน้าอกที่สวยงามได้ขนาดพอเหมาะยังเป็นส่วนเพิ่มความมั่น ใจในการใช้ชีวิตในสังคม การผ่าตัดเสริมทรวงอกจึงเป็นการผ่าตัดที่นิยมและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องใน ด้านเทคนิคและวัสดุที่ใช้ในการเสริมหน้าอก ปัจจุบันสามารถทำได้อย่างปลอดภัยผลการรักษาเป็นที่พอใจสูง
ถุงนมเทียมที่ใช้ในการเสริมทรวงอก ปัจจุบันที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ
- ชนิดน้ำเกลือ
- ชนิดซิลิโคนเจล
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเสริมหน้าอก
- ผู้ที่เป็นโรคเลือดออกไม่หยุด หรือเป็นเบาหวานขั้นรุนแรงไม่ควรผ่าตัดเสริมหน้าอก เช่น ยาปฏิชีวนะ
- ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาจำพวกที่ทำให้เลือดหยุดได้ช้าลงเช่นยาสลายลิ่มเลือด แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันตับปลา เป็นต้น หรือควรหยุดยาก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือแพ้ยาชนิดใดควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 3 วันก่อนการผ่าตัด
- งดน้ำ-อาหาร อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เนื่องจาก ต้องตรวจเลือดดูระบบโลหิต การทำงานของไต เอ็กซเรย์ปอด และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
- โกน หรือ ถอนขนรักแร้ ในวันที่มารับการผ่าตัด
- เครื่องประดับหรือของมีค่า เช่น สร้อย แหวน นาฬิกา กำไลข้อมือ ฯลฯ ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใส่มาในวันผ่าตัด
ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมหน้าอก
- ก่อนทำการผ่าตัด แพทย์พิจารณาสภาพหน้าอกโดยทำการวัดรอบตัวและฐานหน้าอกเดิมของคณไข้ เพื่อเลือกขนาดถุงซิลิโคนให้เหมาะสมกับสัดส่วนคนไข้ โดยขนาดของถุงซิลิโคนโดยทั่วไปมีขนาด 200-500 CC ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ทั้งนี้แพทย์จะสรุปวิธีการผ่าตัด ถุงซิลิโคนที่ใช้ ขนาดของถุงซิลิโคน และแผลผ่าตัดให้คนไข้ทราบและเข้าใจตรงกันก่อนทำการผ่าตัด
- คนไข้จำเป็นต้องได้รับการดมยาสลบควบคู่ไปกับยาชาเฉพาะที่เพื่อผ่าตัดเสริมหน้าอก จึงต้องตรวจเลือดและตรวจสุขภาพความพร้อมของร่างกาย โดยในขณะที่แพทย์ทำการผ่าตัด จะมีการตรวจวัดสัญญาณชีพทุกอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจ ระดับความดันเลือด ระดับออกซิเจน
- แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณที่ทำการผ่าตัด รวมไปถึงบริเวณทางเปิดแผลผ่าตัด ซึ่งแผลผ่าตัดส่วนมากจะอยู่ที่รักแร้ทั้ง 2 ข้าง โดยมีขนาดประมาณ 2-3 ซม.ซึ่งรอยแผลผ่าตัดจะค่อยๆกลืนไปกับรอยย่นของรักแร้
-แพทย์จะทำการเปิดแผลผ่าตัดที่รักแร้และทำช่องว่างของผิวหนัง ตั้งแต่รักแร้ไปจนถึงกล้ามเนื้อแผงอกให้แยกออกจากกัน เป็นช่องว่างขนาดพอเหมาะที่จะใส่ถงซิลิโคนที่เลือกไว้ได้ ซึ่งแพทย์จะเลือกวางตำแหน่งของซิลิโคนได้ 2 ที่ คือ เหนือกล้ามเนืออกหรือใต้กล้ามเนื้ออก ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปแพทย์จะเลือกวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้ออก เพื่อจะได้มีเนื้อคลุมถุงซิลิโคนเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง และลดโอกาสเสี่ยงพังพืดรัดตัว รวมถึงลดการคลำเจอขอบซิลิโคนด้วย
- หลังจากนั้นแพทย์จะใส่ถุงซิลิโคนเจลเข้าทางช่องที่เปิดไว้ทีละเล็กทีละน้อยจนเข้าไปในช่องจนหมด และดันถุงซิลิโคนไปตามช่องว่างที่สร้างไว้แต่แรก ไปยังตำแหน่งที่วางซิลิโคน ขยับช่องว่างจนได้ ขนาดกว้างกว่าถุงเต้านม และไม่มีรอยพับย่นของถุงซิลิโคน
- หลังจากนั้นแพทย์จะล้างแผลผ่าตัดและช่องว่างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และใส่สายระบายน้ำเหลืองและเย็บปิดแผลที่รักแร้ด้วยไหมเล็กๆ จะเป็นแบบละลายหรือไม่ละลายก็ได้
- ทำวิธีเช่นเดิมกับเต้านมอีกข้าง เมื่อเสร็จแพทย์จะพันผ้ารัดหน้าอกไว้เพื่อลดการไหลของเลือดและทำให้ถุงเต้านมอยู่ในตำแหน่งปกติ
การดูแลหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก และอาการข้างเคียงหลังผ่าตัด
- หลังผ่าตัดคนไข้จะได้พักฟื้นที่ รพ.1 คืนเพื่อดูอาการ โดยคนไข้จะได้รับยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยานอนหลับ ตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งหลังผ่าตัดคนไข้จะมีอาการปวดระบมบริเวณหน้าอกและรักแร้ทั้ง 2 ข้างประมาณ 2-3 วัน โดยเฉพาะเวลายกแขนหลัง 3 วันแล้ว อาการปวดจะน้อยลงมาก
- เนื่องจากในขณะผ่าตัดจะต้องดมยาสลบ และต้องใส่ท่อเพื่อช่วยหายใจ ดังนั้นหลังจากผ่าตัดแล้วคนไข้อาจมีอาการเจ็บคอ รวมไปถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ โดยทั่วไปอาการคลื่นไส้อาเจียนจะดีขึ้นเมื่อได้รับยาระงับอาเจียน ส่วนอาการเจ็บคอก็จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน
- วันแรกหลังผ่าตัดแพทย์จะเอาสายระบายน้ำเหลืองออกแล้วแกะผ้าพันหน้าอกออกและพันใหม่ในลักษณะเดิม บางรายถ้าผ้าหลุดหรือร่นลง แพทย์จะให้เปลี่ยนใส่ชุดชั้นในแบบสปอร์ตบราหรือชุดชั้นในแบบไม่มีโครง และควรใส่ทั้งกลางวันและกลางคืนในช่วงสัปดาห์แรก
- แพทย์จะสอนเทคนิคการนวดหน้าอกให้คนไข้ โดยแนะนำให้คนไข้เริ่มนวดหน้าอกในวันที่ 4 หรือ 5 หลังผ่าตัด โดยให้นวดทุก 2-3 ชั่วโมง วันละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้นวดวันละ 1-2 ครั้ง และทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้หน้าอกดูสวยงามยิ่งขึ้น
- สามารถใส่ยกทรงได้ตามปกติถ้านวดอกได้ดี ไม่ควรใส่แบบมีโครงในช่วง 1 เดือนแรก แต่ถ้านวดยังไม่ดีพอไม่ควรใส่ยกทรงที่รัดแน่น
- หน้าอกจะยุบและดูสวยงามประมาณ 1 เดือนหลังจากทำ และจะเข้าที่ประมาณ 3-6 เดือน ภายใน 3 เดือนแรก อาจมีอาการปวดเล็กน้อยเป็นบางตำแหน่ง หรืออาจมีเสียงเหมือนลมหรือน้ำเวลานวดหน้าอก หรือรู้สึกชาบริเวณหน้าอกหรือหัวนม โดยอาการเหล่านี้จะเป็นได้ชั่วคราวและจะหายไปเอง
- มาพบแพทย์ตามที่นัดทุกครั้ง โดยช่วงแรก ๆแพทย์จะนัดเข้ามาให้พยาบาลนวดหน้าอกให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 3-4 สัปดาห์

Review เสริมหน้าอกหมอกรีชาติโรงพยาบาลยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจเสริมหน้าอกกับหมอกรีชาติ)
Review เสริมหน้าอกหมอธวัชชัยโรงพยาบาลยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจเสริมหน้าอกกับหมอธวัชชัย)
Review เสริมหน้าอกหมอสมศักดิ์โรงพยาบาลยันฮี (แบ่งปันข้อมูล คนที่สนใจเสริมหน้าอกกับหมอสมศักดิ์)
Review การนวดหน้าอกหลังเสริมโรงพยาบาลยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจเสริมหน้าอกกับรพ.ยันฮี)
Review ลดขนาดหน้าอกกับหมอสมศักดิ์ รพ.ยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจลดขนาดหน้าอกที่รพ.ยันฮี)

กลับไปหน้าแรก

เสริมจมูกและตัดปีกจมูก

จมูกเป็นอวัยวะที่สำคัญบนใบหน้าเนื่องจากเป็นจุดเด่นที่สุด การมีจมูกที่สวยงามได้สัดส่วนโดยเฉพาะความสูงโด่งที่พอเหมาะและการมีปีกจมูกที่เหมาะสมกับบริเวณสันจมูกจะเพิ่มความสวยงามให้ใบหน้าสวยสมส่วน ซึ่งคนเอเชียส่วนใหญ่จมูกไม่โด่งเท่ากับคนตะวันตกการเสริมจมูกและการตัดปีกจมูกให้ได้รูปทรงในคนเอเชียจึงเป็นการผ่าตัดที่นิยมมากที่สุดอย่างหนึ่งในบรรดาการผ่าตัดศัลยกรรมความงาม
วิธีการผ่าตัดเสริมจมูกและการตัดปีกจมูก
สำหรับวิธีการผ่าตัดเสริมจมูกและการตัดปีกจมูก ไม่มีอะไรยุ่งยากและสามารถจะทำควบคู่พร้อมกันได้ ดังนั้นก่อนการผ่าตัดแพทย์ก็จะสอบถามความต้องการและซักประวัติความเจ็บป่วยโรคประจำตัว พร้อมทั้งพิจารณาลักษณะของจมูกเพื่อตัดแต่งให้ได้รูปทรงที่เหมาะกับใบหน้า
ทั้งนี้การผ่าตัดเสริมจมูกหรือการตัดปีกจมูก ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณและความเหมาะสมกับใบหน้า ซึ่งคุณจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะทำไปทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไปก็ได้
การเสริมจมูกเป็นการตกแต่งโครงสร้างของจมูกให้ดูสูงขึ้นทำให้โครงสร้างจมูกมีรูปร่างที่สวยงามขึ้น การผ่าตัดเสริมจมูกมีทำกันมานานหลายสิบปีแล้ว คนที่มีโครง สร้างของจมูกแบนทั้งผู้ชายและหญิงสาวสามารถรับการผ่าตัดเสริมจมูกได้ ควรจะมีอายุอย่างน้อย 16 ปี ขึ้นไป
วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก
- ซิลิโคนอ่อน (Silicone)่
- เนื้อเยื่อของร่างกายได้แก่ กระดูกและกระดูกอ่อน (แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม)
การตัดปีกจมูก
เป็นการตกแต่งบริเวณจมูกส่วนล่างให้มีความเหมาะสมกับบริเวณสันจมูกและจมูกส่วนบน แก้ไขปีกจมูกที่ใหญ่ ลดขนาดรูจมูกที่กว้างและตัดปีกจมูกที่กางออก
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเสริมจมูกและตัดปีกจมูก 1.ผู้ที่เป็นโรคเลือดออกไม่หยุด หรือเป็นเบาหวานขั้นรุนแรง ไม่ควรผ่าตัดเสริมจมูก
2.ไม่ควรทานยาบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้เลือดหยุดได้ช้าลง เช่น ยาสลายลิ่มเลือด แอสไพริน น้ำมันตับปลา เป็นต้น
3.ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือแพ้ยาชนิดใด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการผ่าตัด
4.งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
ขั้นตอนการผ่าตัด
แพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้คุณนอนหลับลดความวิตกในส่วนของการเสริมจมูกแพทย์จะนำแท่งซิลิโคนซึ่งได้ตกแต่งและทำรูปร่างให้เรียบร้อยตามที่กำหนดไว้มาใส่ที่ สันจมูก โดยแผลที่ผ่าตัดจะมีความยาวประมาณ 1 ซม.บริเวณขอบรูจมูกอาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ตามแต่ความถนัดของแพทย์ จากนั้นจะมีการผ่าตัดสร้างช่องว่าง(Pocket) ที่สันจมูกใต้เยื่อหุ้มกระดูกจมูกให้สามารถใส่แท่งซิลิโคนที่เตรียมไว้ได้ เมื่อใส่เข้าไปก็ตรวจสอบความเรียบร้อย เย็บปิดแผลประมาณ 3 เข็ม ปิดพลาสเตอร์หรือเฝือกจมูกเพื่อช่วยป้องกันตัวจมูก และลดอาการบวมเป็นอันเรียบร้อย ทั้งนี้การใช้วัสดุเย็บแผลหรือชนิดพลาสเตอร์ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์แต่ละท่านและในส่วนของการตัดปีกจมูก แพทย์จะทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินออกและจัดฐานปีกจมูกใหม่ ขั้นตอนนี้แพทย์จะสามารถกำหนดความกว้างของรูจมูกได้ด้วย
วิธีการผ่าตัดเสริมจมูก
เริ่มจากการกำหนดตำแหน่งในการวางซิลิโคน โดยแพทย์จะทำเครื่องหมายตรงกึ่งกลางจมูก เพื่อให้การวางซิลิโคนที่เสริมอยู่ตรงกลางไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง จากนั้นแพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นๆอาจเป็นยานอนหลับชนิดรับประทาน หรือยาฉีดร่วมด้วย เพื่อลดความวิตกและความกลัวของผู้ป่วยในขณะทำการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยหลับแล้ว แพทย์จะทำการฉีดยาชาเข้าที่บริเวณจมูก โดยเมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นแพทย์ก็ทำการผ่าตัดโดยกรีดแผลขนาดเล็กความยาวประมาณ 1 ซม.บริเวณขอบรูจมูกด้านใน อาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ตามแต่ความถนัดของแพทย์ โดยแพทย์จะสร้างช่องว่าง (Pocket) ที่สันจมูกใต้เยื่อหุ้มกระดูกจมูก ตามแนวเส้นกึ่งกลางให้สามารถใส่แท่งซิลิโคนที่เตรียมไว้ในเนื้อที่ที่จำกัดพอดี โดยซิลิโคนจะวางอยู่บนกระดูกสันจมูก ทำให้ไม่สามารถขยับไปมาหรือเคลื่อนที่ได้ เมื่อใส่เข้าไปแล้วแพทย์ก็จะทำการปรับแต่งรูปทรงซิลิโคนและตรวจความ เรียบร้อยของสันจมูกว่าตรงได้รูปสวยดีแล้ว จึงเย็บปิดแผลที่ด้านในรูจมูกด้วยไหมละลาย จากนั้นก็ทำการปิดพลาสเตอร์ หรือเฝือกจมูกเพื่อช่วยป้องกันตัวจมูกไม่ให้เอียง
วิธีการตัดปีกจมูก
แพทย์จะกำหนดขนาดของปีกและรูจมูกให้เหมาะสมเข้ากับโครงหน้าและฐานจมูกของคนไข้เป็นสำคัญ จากนั้น แพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นๆอาจเป็นยานอนหลับชนิดรับประทานหรือยาฉีดร่วมด้วย เพื่อลดความวิตกและความกลัวของผู้ป่วยในขณะทำการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยหลับแล้ว แพทย์จะทำการฉีดยาชาเข้าที่บริเวณข้างปีกจมูก โดยเมื่อยาชาเริ่ม ออกฤทธิ์ แพทย์ก็ทำการตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินออก และจัดฐานปีกจมูกรวมทั้งกำหนดความกว้างของรูจมูกใหม่ ก่อนที่จะเย็บปิดแผลด้วยไหมเส้นเล็กๆ บริเวณข้างปีกจมูกทั้ง 2 ข้าง โดยขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด แพทย์ใข้เวลาเพียง 30-45 นาทีเท่านั้น หลังผ่าตัดให้นอนพัก เพื่อให้หายมึนยานอนหลับประมาณ30-60 นาที ระหว่างนั้นให้ประคบความเย็นที่บริเวณจมูกตลอดเวลา โดยเมื่ออาการมึนยานอนหลับหายเป็นปกติแล้ว ผู้ป่วยก็สามารถกลับบ้านได้เลย
ขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด
แพทย์ใช้เวลาเพียง 30-45 นาทีหลังการผ่าตัดให้นอนพักประมาณ 1 ชม.เพื่อประคบผ้าเย็นและให้หมดฤทธิ์ยานอนหลับแล้วคุณก็สามารถกลับบ้านได้ ถ้ามีการตัดไหมแพทย์จะนัดหลัง การผ่าตัดประมาณ 5-7 วัน ให้มาพบแพทย์หลังการผ่าตัดประมาณ 1-2 อาทิตย์ ตามที่แพทย์นัดโดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเข้าที่ประมาณ 1 เดือน ดังนั้นคุณต้องระมัดระวังพอสมควรเรื่อง การโดนกระแทกและควรอยู่ห่างเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ เพราะต้องรอเวลาเพื่อให้แท่งซิลิโคนถูกเนื้อจมูกห่อหุ้มให้แน่นมากๆก่อน(ประมาณ 1-3 เดือน) จึงจะสามารถทนแรงกระทบได้มาก แล้วคุณสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ พร้อมกับมีจมูกที่โด่งสวยและมีปีกจมูกที่เหมาะสมกลมกลืนกับใบหน้าอีกด้วย
วิธีการดูแลหลังการเสริมจมูกและตัดปีกจมูก
หลังการผ่าตัดจมูกและบริเวณข้างเคียงจะบวมมากที่สุดในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด โดยบริเวณ ที่อยู่ระหว่างหัวตา จะเป็นบริเวณที่บวมนานมากที่สุด ซึ่งรอยช้ำที่เกิดจากการผ่าตัดจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ โดยหลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้
- ควรนอนศรีษะสูง หนุนหมอนประมาณ 2-3 ใบ
- ประคบเย็นตรงจมูก และด้านข้างจมูกประมาณ 3 วันแรกหลังจากทำจะช่วยให้เลือดหยุดไหล โดยประคบครั้งละ 20 นาที เว้น 20 นาที
- ห้ามบาดแผลถูกน้ำอย่างน้อย 3 วัน หลังจากนั้นสามารถทำความสะอาดในรูจมูกได้โดยใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำสะอาด หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ปั่นเบาๆ และใช้ไม้พันสำลีแห้งเช็ดซ้ำอีกที วันละ 2-3 ครั้ง
- สามารถเอาพลาสเตอร์ หรือเฝือกจมูกออกได้ วันที่ 3 หลังจากทำ หลังจากนั้นสามารถล้างหน้าได้ (แต่กรณีมีการตัดปีกจมูกร่วมด้วย ไม่ควรให้แผลบริเวณข้างปีกจมูกถูกน้ำ เพราะจะทำให้แผลหายช้าได้)
- เมื่อนำพลาสเตอร์หรือเฝือกจมูกออกแล้ว ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นตรงจมูกและด้านข้างจมูก จะช่วยให้บวมน้อยและยุบบวมได้เร็ว
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ห้ามทายาฮีรูดอยส์หรือยาอื่นๆนอกเหนือจากที่แพทย์ให้มา ที่แผลเด็ดขาด
- ทานอาหารได้ตามปกติ ยกเว้นอาหารรสจัด ของหมักดอง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังจากทำ (เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้ามาก จะทำให้บวมมากขึ้น)
- ไม่ควรแคะจมูก หรือแกะบาดแผลหรือเศษเลือดที่ติดอยู่ในรูจมูก หรือสั่งน้ำมูก 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด
- กรณีมีการตัดปีกจมูกด้วย ไม่ควรเช็ดข้างปีกจมูกแรง หรือแกะบาดแผลหรือเศษเลือดที่ติดอยู่ข้างปีกจมูก
- งดออกกำลังกายหนัก 10 วันแรกหลังจากทำ และควรหลีกเลี่ยงการโดนกระแทกบริเวณจมูก
- มาพบแพทย์ตามที่แพทย์นัด โดยปกติประมาณ 7-10 วัน หลังจากผ่าตัด

Review เสริมจมูก ตัดปีกจมูก กับหมอกรีชาติที่รพ.ยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจเสริมจมูก ตัดปีกจมูก)
Review เสริมจมูก ขูดซิลิโคนเหลวออก กับหมอกิตติชัย (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจขูดซิลิโคนเหลวออก)

กลับไปหน้าแรก

ตา 2 ชั้น - แก้ไขหนังตาบนตก

การมีตา 2 ชั้นนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าทำให้ดวงตาดูสดใสและดูเยาว์วัย เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของใบหน้าเป็นที่ต้องการของคนเอเชียที่ส่วนใหญ่มักจะมีตาชั้นเดียว หรืออาจจะมีตาสองชั้นอยู่แล้วแต่มักจะมีขนาดเล็กหรือมีไขมันที่เปลือกตา ทำให้ชั้นตาดูไม่ชัดเจน ส่วนในคนที่มีอายุมากขึ้นมักจะประสบปัญหาเรื่องเปลือกตามีไขมันหย่อนย้อยลงมาทำให้ตาสองชั้นที่เคยสวยงามหลบในหรือเล็กลง
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
- ผู้ที่เป็นโรคเลือดออกไม่หยุด หรือเป็นเบาหวานขั้นรุนแรงไม่ควรผ่าตัด
- ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาจำพวกที่ทำให้เลือดหยุดได้ช้าลง เช่น ยาสลายลิ่มเลือด แอสไพริน ยาปฏิชีวนะ วิตามินอี น้ำมันตับปลา เป็นต้น หรือควรหยุดยาก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือแพ้ยาชนิดใดควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่3วันก่อนการผ่าตัด
- งดน้ำ อาหาร อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
ขั้นตอนการผ่าตัด
- แพทย์จะวัดหนังตาอย่างละเอียดและทำเครื่องหมายบนเปลือกตา เพื่อกะขนาดเส้นตาทั้ง 2 ข้างให้เท่ากัน โดยทั่วไปชั้นตาจะสูงประมาณ 5 มิลลิเมตร (ในผู้ที่มีชั้นเหมาะสมแล้วก็สามารถใช้แนวชั้นเดิมและตัดเฉพาะผิวหนังส่วนเกินและไขมันออกเท่านั้น)
- เมื่อได้ตำแหน่งแนวของชั้นตาแล้วแพทย์จะประมาณขนาดของผิวหนังส่วนเกินที่จะต้องตัดออก กรณีถ้ามีหนังส่วนเกินมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหางตาแนวแผลที่จะผ่าตัด ก็จำเป็นต้องยาวออกมาทางด้านข้าง เพื่อเก็บผิวหนังส่วนเกินให้หมดจะทำให้ได้รูปตาที่สวยงาม
- แพทย์จะเริ่มให้ยานอนหลังชนิดรับประทาน หรือยาฉีดร่วมด้วยเพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวในขณะทำการผ่าตัด เพื่อคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณหนังตาบน โดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด
- จากนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดเปลือกตาทีละข้างกรณีมีไขมันส่วนเกินแพทย์จะตัดไขมันที่เปลือกตา และผิวหนังเปลือกตาออกตามความเหมาะสม และสร้างรอยพับของตาให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด โดยการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเป็นจุดเล็กเท่ารูเข็ม ที่ตำแหน่งที่จะทำชั้นผ่านแผลที่เจาะเป็นจุด โดยจะไม่มีการทำลายหรือตัดชั้นอื่น ๆของหนังตานอกจากจุดที่ไหมผ่าน เพื่อทำชั้นของหนังตาเท่านั้น
- แพทย์จะทำการเย็บกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตา(Levator Muscle)แล้วดึงผิวหนังตาให้พับตัวขึ้นกลายเป็น 2 ชั้นตามที่ต้องการ โดยใช้ไหมเส้นเล็กมากชนิดไม่ละลาย เพื่อให้เห็นรอยเย็บน้อยที่สุดและมีชั้นตลอดไป ส่วนรอยกรีดหลังการผ่าตัดตา 2 ชั้นนั้น จะซ่อนอยู่ในชั้นตาที่สร้างขึ้นใหม่จึงทำให้ไม่เห็นรอยแผลใด ๆเวลาลืมตาตามปกติ
- เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย โดยมีการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อและใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 30-45 นาที
การดูแลหลังผ่าตัด
- นอนหัวสูงประมาณ 30 ํ-40 ํหรือหนุนหมอนสูงประมาณ 2-3 ใบ ในช่วง 2-3 วันแรก
- ประคบเย็นที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตาในช่วง 3 วันแรกหลังผ่าตัด(โดยประคบ 15 นาทีเว้น 15 นาที) เพื่อช่วยห้ามเลือดซึม
- รับประทานยาแก้อักเสบและยาลดบวม หากปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ หลีกเลี่ยงการดื่มของมึนเมา เนื่องจากจะมีผลทำให้แผลหายช้าและพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง สามารถทำความสะอาดแผลได้ โดยใช้สำลีก้อนชุบน้ำอุ่นที่สะอาดเช็ดเบา ๆบริเวณแผลที่เปลือกตา แล้วทาขี้ผึ้งยาปฏิชีวนะเคลือบแผลตามแพทย์สั่ง ที่บริเวณแผลตรงเปลือกตา
- หลังการผ่าตัด 3 วัน สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ และควรใช้น้ำอุ่นเพื่อจะได้ล้างทำความสะอาดใบหน้าได้ง่ายขึ้น
- วันที่ 4 หลังผ่าตัด ให้เริ่มประคบด้วยน้ำอุ่นที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตา(โดยประคบ 15 นาทีเว้น 15 นาที) เพื่อบรรเทาอาการบวมและเขียวช้ำได้
- พยายามอย่ากะพริบตาถี่ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการตาบวมภายใน 2 ถึง 3 อาทิตย์แรก หลังผ่าตัดคนไข้ต้องหลีกเลี่ยง กิจกรรมที่จะมีผลต่อการเพิ่มความดันในดวงตา ได้แก่ การเล่นกีฬาทุกประเภท การก้ม การยกของหนักและการร้องไห้ และควรหลีกเลี่ยงการออกแดดและสวมแว่นกันแดดจนกว่าแผลจะหาย
- ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมทุกอย่างที่ต้องใช้สายตา เช่น การอ่านหนังสือ ดูทีวี ใช้คอมพิวเตอร์ และการใส่คอนแทคเลนส์ เนื่องจากจะทำให้ตาแห้งได้ และไม่ควรขยี้ตารุนแรง 3 สัปดาห์หลังจากทำ บางท่านจะมีขี้ตามากกว่าปกติและรู้สึก ตึงหนังตาบนบ้าง ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองใน 1 สัปดาห์
- ห้ามทางยาฮีรูดอยส์ หรือยาอื่นที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้เด้ดขาด และมาพบแพทย์เพื่อตรวจแผลและตัดไหมตามนัด อาการบวมหลังการผ่าตัดจะมีอยู่ประมาณ 3 วัน ยุบบวมในวันที่ 4 ไปเรื่อย ๆจะเห็นชั้นดวงตาสวยงามในสัปดาห์ที่ 4 และยุบบวมจนหายสนิทในเวลาประมาณ 1-3 เดือนขึ้นไป

Review ทำตาสองชั้น แก้หนังตาตก กับหมอพิชญ์ (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจทำตาสองชั้น แก้หนังตาตก)
Review ทำตาสองชั้น ทำจมูกยันฮี กับหมอกรีชาติ (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจทำตาสองชั้นกับเสริมจมูก)

กลับไปหน้าแรก

ดูดไขมัน ตัดไขมัน แก้หน้าท้องลาย

ดูดไขมันเพื่อรูปร่างสวยเพรียวบาง
การดูดไขมัน
การดูดไขมันและตัดไขมันหน้าท้อง เป็นวิธีการรักษาที่ทันสมัย และได้ผลอย่างรวดเร็ว ในการช่วยลดไขมันส่วนเกินเฉพาะที่ให้กับทุกๆ สัดส่วนของเรือนร่างอย่างที่ต้องการ อาทิ หน้าท้อง ต้นขา สะโพก แขน เอว เพื่อให้คุณมีรูปร่างสวย เพรียวบาง
การดูดไขมันเฉพาะส่วน
- ทางเลือกที่ดีที่สุดของการกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะดวกด้วยขั้นตอนในการรักษาที่ไม่ซับซ้อน ใช้ยาชาเฉพาะที่หรือวางยาสลบใช้เวลา 1 ชม./1 จุด
- ทำการฉีดยาละลายไขมันในตำแหน่งที่จะทำการดูดเพื่อให้ไขมันละลายตัวกลายเป็นของเหลว
- ใช้เครื่องทางการแพทย์ดูดไขมันส่วนเกินออกจากบริเวณที่ต้องการ
การดูแล หลังดูดไขมัน
- ควรใช้ผ้ายืดพันรัดบริเวณที่ได้ทำการรักษาประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อและลดอาการบวม
- อาการบวมจะดีขึ้นมากภายใน 1 เดือนและยุบเข้าที่ปกติประมาณ 3-6 เดือน
- หลังการรักษา ควรงดออกกำลังกายชั่วคราวประมาณ 1 เดือน
การตัดไขมันหน้าท้อง
- เป็นการผ่าตัดไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องออก เพื่อแก้ไขหน้าท้องลาย ลดรอยย่นของผนังหน้าท้อง ที่เกิดจากการคลอดบุตรในคนที่มีบุตรเพียงพอแล้ว ซึ่งหลังการตัดไขมันหน้าท้องแล้วจะทำให้หน้าท้องเรียบแบน และทรวดทรงได้สัดส่วนสวยงามยิ่งขึ้น
- ผ่าตัดบริเวณเหนือหัวหน่าว เพื่อตัดไขมันหน้าท้องออก
- ทำการดึงหน้าท้องให้ตึงกระชับมากขึ้น ซ่อมแซมกล้ามเนื้อหน้าท้อง
- ใช้เวลาผ่าตัด 2-3 ชม.
การดูแล หลังการผ่าตัดไขมันหน้าท้องลาย
- พักที่โรงพยาบาล 30วัน และหยุดพักต่อที่บ้าน 3 - 4 วัน
- ไม่ควรออกกำลังกายหนัก ประมาณ 4 - 6 สัปดาห์
- พบแพทย์เพื่อตรวจความเรียบร้อย หลังการรักษา 7 วัน
- รอยแผลจะจางลงตามเวลา หลัง 6 - 12 เดือน

กลับไปหน้าแรก

ดึงหน้า-หน้าผาก-ดึงคอ

การมีผิวพรรณที่สดใสเต่งตึงและดูสาวตลอดเวลา เป็นความสุขของคนทุกคนโดยเฉพาะคุณผู้หญิงแต่ร่างกายของคนเรามีการเปลี่ยน แปลงและเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา เรามักจะพบสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นั่นก็คือ ความเสื่อมของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกาย รวมทั้งผิวหนังบนใบหน้าและลำคอ
ดึงหน้า หน้าผาก คอ เป็น วิธีการแก้ไขผิวหนังหย่อนยานให้เต่งตึงขึ้น และเป็นวิธีการผ่าตัดที่ทำกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เรียกว่าเกือบจะร้อยปีแล้วก็ได้ วิธีการผ่าตัดมีการพัฒนาและเทคนิคการผ่าตัดได้รับการปรับปรุงให้เกิดความรวดเร็วและปลอดภัยตลอดเวลา ในปัจจุบันนับได้ว่าการผ่าตัดดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ได้ผลดีมากและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงทีเดียว
ขั้นตอนการผ่าตัด
ในการผ่าตัดดึงหน้านั้น ก่อนอื่นควรจะปรึกษาแพทย์เสียก่อนว่าการผ่าตัดดึงหน้าหรือส่วนอื่นๆนั้นจะได้ผลเปลี่ยนแปลงหรือเต่งตึงขึ้นที่ส่วนใดบ้าง และส่วนไหนที่ยังจะมีการหย่อนลงเหลืออยู่บ้าง เพราะการดึงหน้านั้นจะทำให้คุณมีใบหน้าที่ตึงขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นสาววัยรุ่นได้ทุกคน ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพของผิวหนังและโครงสร้างของกล้ามเนื้อแต่ละบุคคลด้วย วิธีการผ่าตัดนั้น แพทย์จะเริ่มจากการเปิดแผลบริเวณเหนือหูขึ้นไปถึงบริเวณขมับ โดยผ่านผิวหนังหลังแนวผมเข้าไปตามขอบใบหูด้านหน้า และอาจจะเว้าขึ้นไปที่ติ่งหน้ารูหูเล็กน้อยแล้วต่อลงมาที่ติ่งหูด้านล่าง โค้งอ้อมติ่งหูไปทางด้านหลังหูตรงบริเวณซอกหลังใบหูขึ้นไป
จากนั้นจึงลากผ่านเข้าไปในผมอีกที เพื่อซ่อนแผลไว้ในแนวเส้นผม จะเห็นได้ว่าแผลที่โผล่มาให้เห็นนั้นจะอยู่ตรงบริเวณขอบหูด้านหน้าเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อแผลหายสนิทแล้วก็มักจะมองไม่เห็น ส่วนบริเวณอื่นๆแพทย์จะซ่อนเอาไว้อย่างดีตามแนวเส้นผม
ขั้นตอนดูแล หลังการผ่าตัด
เมื่อผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการดูแลหลังการผ่าตัด หลังการผ่าตัดนั้นโดยทั่วไปก็ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อสังเกตอาการต่างๆ ว่าแผลผ่าตัดเป็นอย่างไร มีอาการปวดหรือเลือดออกผิดปกติหรือไม่
ซึ่งโดยปกติแล้วก็มักจะไม่ค่อยมีอาการรุนแรงนัก แผลผ่าตัดก็มักจะปวดไม่มากนักเพราะอาจจะใช้ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาอาการได้ หรือการประคบเย็นที่ใบหน้าก็ช่วยทำให้อาการปวดลดลง รวมทั้งป้องกันอาการบวมที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผ่าตัดได้มากทีเดียว เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1-2 วัน แพทย์ก็จะตรวจดูแผลและถอดสายระบายเลือดรวมทั้งอาจจะถอดผ้าพันต่างๆออก และเริ่มทำความสะอาดแผล
หลังจากนั้นก็อาจจะให้คำแนะนำไปดูแลต่อที่บ้านได้ ส่วนไหมที่เย็บไว้รวมทั้งไหมเหล็กด้วยนั้น แพทย์มักจะถอดออกได้ในเวลาประมาณ 7-10 วัน ซึ่งหากไม่มีปัญหาใดๆ อาการบวมหรือฟกช้ำก็มักจะหายสนิทในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ รวมทั้งรูปโฉมใหม่ก็จะเริ่มเข้าเข้าที่ให้เห็นประมาณ 1 เดือนไปแล้ว
ขั้นตอนการผ่าตัดดึงหน้า คึงคอ ดึงหน้าผาก (โดยสรุป)
1. คนไข้จะได้รับการวางยาสลบหรือยาชาเฉพาะที่
2. การดึงหน้าในผู้หญิงจะเริ่มจากบริเวณขมับเหนือใบหู 5 ซม. แนวหลังผม 5 ซม.
3. การดึงหน้าสำหรับผู้ชายจะเริ่มจากบริเวณระดับเหนือใบหู แต่จะไม่เข้าไปในไรผม
4. การดึงหน้าก็จะดึงเพื่อกระชับผิวหนัง ลงมาหน้าใบหูแล้วอ้อมติ่งหูไปทางด้านหลัง และตัดเข้าไปในไรผม
5. ใช้เวลาในการผ่าตัด 3-4 ชั่วโมง และนอนพักที่โรงพยาบาลยันฮี 1-2 คืน
6. รอยแผลจากการผ่าตัด จะถูกซ่อนไว้ที่หลังใบหู แนวหูไรผม บริเวณหรือแนวผมบริเวณศรีษะด้านหน้า ซึ่งจะไม่เห็นแผลเป็นในการผ่าตัด
การดูแลหลังผ่าตัดดึงหน้า ดึงคอ ดึงหน้าผาก (โดยสรุป)
1. หมั่นประคบเย็นที่ใบหน้าประมาณ 2 วันหลังผ่าตัด
2. ควรนอนให้ศรีษะสูง เพื่อบรรเทาอาการบวม และห้ามนอนทับแก้มทั้ง 2 ข้างอย่างเด็ดขาด อย่างน้อย 1 เดือน เพราะจะทำให้เลือดคั่งได้
3. งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารรสจัด เพราะอาจจะทำให้หน้าบวมได้
4. ควรหวีผมเบา ๆ และเริ่มสระผมได้หลังจากผ่าตัดไปแล้ว 3 วัน โดยใช้แชมพูและล้างน้ำได้ปกติ
5. ห้ามย้อมหรือโกรกผม หรือไดร์ผมด้วยความร้อนมาก ๆ ภายใน 6 อาทิตย์แรกหลังผ่าตัด
6. จะมีอาการชาบริเวณใบหน้า ประมาณ 3-6 เดือน
7. ควรรับประทานยาและปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และเข้ามาพบแพทย์ตามกำหนด เพื่อทำการตัดไหมและตรวจอาการ

กลับไปหน้าแรก

ผ่าตัดถุงไขมันใต้ตา แก้ไขเปลือกตาล่างหย่อน

การผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาหรือการแก้ไขเปลือกตาล่างหย่อน เพื่อความอ่อนเยาว์ของใบหน้าและดวงตา
ถุงไขมันใต้ตา เป็นก้อนไขมันที่อยู่เปลือกตาล่าง เกิดจากการสะสมของไขมันที่มีตามปกติบริเวณใต้ลูกตา มักจะเกิดร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อและเปลือกตาล่างอ่อนกำลังลงในผู้ที่เริ่มมี อายุมากขึ้น หรือบางคนก็พบได้ก่อนวัยอันควรทำให้เกิดอาการบวมมากในตอนเช้าหรือดูคล้ายกับคนที่มีอาการเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใบหน้าดูแก่ก่อนวัย ปัญหาเหล่านี้สามารถผ่าตัดแก่ไขได้ และทำให้เปลือกตาล่างมีลักษณะแบนเรียบและตึงขึ้นโดยศัลยแพทย์ตกแต่งผู้ชำนาญ เป็นการผ่าตัดที่ทำได้ง่ายได้ผลดีและใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดลดถุงไขมันใต้ตา
- ผู้ที่เป็นโรคเลือดออกไม่หยุด หรือเป็นเบาหวานขั้นรุนแรงไม่ควรทำการผ่าตัด
- ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาจำพวกที่ทำให้เลือดหยุดได้ช้าลงเช่นยาสลายลิ่มเลือด แอสไพริน ยาปฏิชีวนะ วิตามินอี น้ำมันตับปลา เป็นต้น หรือควรหยุดยาก่อนผ่าตัดอย่างน้อย2สัปดาห์
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือแพ้ยาชนิดใดควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการผ่าตัด
- งดสูบบุหรี่3วันก่อนการผ่าตัด
- งดน้ำ-อาหาร อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
วิธีการผ่าตัดไขมันใต้ตา
- แพทย์จะเริ่มให้ยานอนหลังชนิดรับประทานหรือยาฉีดร่วมด้วยเพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวในขณะทำการผ่าตัดเพื่อคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณผนังเปลือกตาล่างโดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด
- จากนั้นแพทย์จะทำการผ่าเปิดผิวหนังเป็นลักษณะเส้นยาวตรงบริเวณหนังตาล่างที่อยู่ขอบใต้ขนตา เพื่อตัดเอาถุงไขมันส่วนเกินที่อยู่ภายใต้หนังตาล่างนั้นออก เพื่อให้บริเวณที่โป่งนูนนั้นเรียบขึ้น
- จากนั้นแพทย์ก็จะตัดเย็บกล้ามเนื้อและผิวหนังบริเวณเปลือกตาล่างที่หย่อนให้เรียบตึง
- แพทย์จะทำการเย็บปิดแผลด้วยไหมเส้นเล็กมากชนิดไม่ละลายเพื่อให้เห็นรอยเย็บน้อยที่สุดและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง โดยจะซ่อนอยู่ชิดกับขนตาล่าง ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลใด ๆจากการผ่าตัดได้ชัดเจนเมื่อแผลหายสนิทแล้ว
- เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยโดยมีการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อน้อยและใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 30-45 นาที
การดูแลหลังผ่าตัด
- นอนหัวสูงประมาณ 30 ํ-40 ํ หรือหนุนหมอนสูงประมาณ 2-3 ใบ ในช่วง 2-3 วันแรก
- ประคบเย็นที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตาในช่วง 3 วันแรกหลังผ่าตัด (โดยประคบ 15 นาทีเว้น 15 นาที) เพื่อช่วยห้ามเลือดซึม
- รับประทานยาแก้อักเสบและยาลดบวมหากปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้หลีกเลี่ยงการดื่มของมึนเมา เนื่องจากจะมีผลทำให้แผลหายช้าและพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยใช้สำลีก้อนชุบน้ำอุ่นที่สะอาดเช็ดเบา ๆบริเวณแผล แล้วทาขี้ผึ้งยาปฏิชีวนะเคลือบแผลตามแพทย์สั่งที่บริเวณแผล
- หลังการผ่าตัด3วันสามารถล้างหน้าได้ตามปกติและควรใช้น้ำอุ่น เพื่อจะได้ล้างทำความสะอาดใบหน้าได้ง่ายขึ้น
- วันที่ 4 หลังผ่าตัด ให้เริ่มประคบด้วยน้ำอุ่นที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตา (โดยประคบ 15 นาทีเว้น 15 นาที) เพื่อบรรเทาอาการบวมและเขียวช้ำได้
- พยายามอย่ากะพริบตาถี่ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการตาบวมภายใน 2 ถึง 3 อาทิตย์แรก หลังผ่าตัดคนไข้ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะมีผลต่อการเพิ่มความดันในดวงตา ได้แก่ การเล่นกีฬาทุกประเภทการก้ม การยกของหนักและการร้องไห้ และควรหลีกเลี่ยงการออกแดด และสวมแว่นกันแดดจนกว่าแผลจะหาย
- ไม่ควรขยี้ตารุนแรง3สัปดาห์หลังจากทำ
- ห้ามทายาฮีรูดอยส์ หรือยาอื่นที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้เด้ดขาด และมาพบแพทย์เพื่อตรวจแผลและตัดไหมตามนัด
- อาการบวมหลังการผ่าตัดจะมีอยู่ประมาณ 3 วัน ยุบบวมในวันที่ 4 ไปเรื่อย ๆและยุบบวมจนหายสนิทในเวลาประมาณไม่เกิน 1 เดือน

กลับไปหน้าแรก

ดูดไขมันด้วย vaser

เพื่อรูปร่างสวยเพรียวได้สัดส่วน ผิวเนียนเรียบ ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็วและปลอดภัย
VASER LipoSection
เทคโนโลยีใหม่สำหรับการดูดไขมันเฉพาะบริเวณที่ต้องการ เพื่อรูปร่างสวย สมส่วน มีรอยช้ำน้อย เห็นผลไว ฟื้นตัวเร็ว ผิวกระชับเนียนเรียบ
VASER คือเทคโนโลยีที่สามารถสลาย ไขมันได้มากเท่ากับการดูดไขมันแต่นุ่มนวลกว่าและผลข้างเคียงน้อย เป็นเทคโนโลยี Ultrasound ขั้นสูงที่สามารถเลือกกำจัดไขมันได้เฉพาะจุดได้แก่ หน้าอก เอว ท้อง คาง หลัง คอ ต้นขา แขน เข่าและศอก เป็นต้น ได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อเื้นื้อเยื่อข้างเคียง เช่น เส้นประสาท เส้นเลือด
ขั้นตอนการสลายไขมันด้วย VASER Liposection
แพทย์จะดมยาสลบคนไข้เพื่อสะดวกในการผ่าตัด หลังจากนั้นจะฉีดน้ำเกลือผสมด้วยยาชาเข้าสู่ชั้นไขมันบริเวณที่ต้องการสลายไขมัน เพื่อช่วยให้ไม่เจ็บและลดการช้ำ และแพทย์จะใช้เครื่องมือ vaser ซึ่งเป็นท่อขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตร ส่งพลังงานเสียงเข้าทำลายเฉพาะไขมัน โดยเจาะรูเล็กๆบริเวณผิวหนังเพื่อเข้าไปสัมผัสกับไขมันที่ต้องการสลายโดยตรง ซึ่งไขมันที่ถูกสลายเป็นของเหลวทั้งหมดจะถูกดูดออกอย่างนุ่มนวล หลังจากนั้นแพทย์จะเย็บปิดแผล 1-3 เข็ม โดยแทบไม่เหลือรอยแผลเป็นเนื่องจากมีอุปกรณ์ปกป้องผิวหนังขณะทำตลอดเวลา และระหว่างการพักฟื้นผิวหนังจะค่อยๆหดตัวกลับคืนสู่สภาพเดิม หลังทำผิวบริเวณที่ผ่านการทำ vaser ยังคงเรียบเนียนเป็นปกติ
ข้อดีของการสลายไขมันด้วย VASER
- การทำ VASER ใช้สลายไขมันได้เกือบทุกส่วนทั่วร่างกาย
- สามารถทำ VASER ได้แม้แต่จุดที่การดูดไขมันแบบเก่าทำได้ยาก เช่น ใต้คาง บริเวณคอและบริเวณหลัง เป็นต้น
- อาการปวดและรอยช้ำหลังการทำ น้อยกว่าการดูดไขมันด้วยวิธีตามปกติ
- คนไข้ฟื้นตัวเร็วกว่าการดูดไขมันแบบเก่า
- หลังการทำเซลล์ไขมันจะหายไป โดยที่เนื้อเยื่อรอบข้างยังสมบูรณ์
- ผิวที่ผ่านการทำ VASER ซึ่งมีการหายไปของเซลล์ไขมันนั้น สามารถหดกระชับได้มากกว่าการดูดไขมันตามปกติ

กลับไปหน้าแรก

ตัดกราม

ตัดกราม ลบเหลี่ยมที่กว้างใหญ่ให้ใบหน้าเรียวได้รูปสวย
คุณเคยสังเกตดาราหรือนักร้องบางคนมั้ยว่า ตอนแรกที่เข้าวงการไม่เห็นสวยเท่าไหร่ บางคนหน้าใหญ่ บาน หรือหน้าเป็นเหลี่ยมเชียว แต่ตอนนี้ทำไมหน้าเรียวจัง
ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะ เพราะวิทยาการทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวไกลไปมาก แพทย์สามารถแก้ไขและเปลี่ยนรูปหน้าให้สวยดูดีและปลอดภัยได้เพียงชั่วข้ามคืน ปัญหาโครงกระดูกที่โหนกแก้มสูง มุมขากรรไกรยื่นออกด้านข้าง คางสั้น ทั้งหมดนี้แพทย์สามารถตกแต่งรูปทรงใหม่เปลี่ยนแปลงให้ใบหน้าที่ดูกว้าง สั้น แบน ให้ดูแคบ เรียว และดูยาว สวยได้รูป โดยการผ่าตัดลดโหนกแก้ม ตัดแต่งมุมกราม และยืดกระดูกคาง เป็นต้น
การตัดกรามให้เล็กลงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าเปลี่ยนรูปทรงใหม่ได้ โดยจะทำให้หน้าดูเรียวและอ่อนโยนขึ้น คนไข้อาจทำเพียงอย่างเดียวหรือทำร่วมกับการเสริมคางหรือร่วมกับการลดโหนกแก้ม และยืดกระดูกคาง หรือจะนำกระดูกกรามมาเสริมคางในการผ่าตัดครั้งเดียวกันเลยก็ได้ ซึ่งการตัดกรามสามารถทำได้ทั้งจากภายนอกช่องปากและภายในช่องปาก เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้เวลาพักฟื้นไม่นานนักและได้ผลดี ก่อนการผ่าตัดแพทย์จะตรวจกระดูกขากรรไกรก่อนว่ามีความผิดปกติอื่นๆร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ความหนาของกระดูก ความสูงของขากรรไกร ความสมดุลของกระดูกกรามข้างซ้ายและขวา ซึ่งอาจมีผลให้ไม่สามารถทำให้เท่ากันได้ เพราะโครงสร้างที่แตกต่างกัน รูปทรงของข้อต่อขากรรไกร ฯลฯ รวมทั้งแพทย์จะต้องตรวจภาพเอกซเรย์ด้วย เพื่อประเมินการรักษาว่าเมื่อตัดแต่งแล้วจะได้รูปทรงอย่างไร และจะลดมุมเหลี่ยมของกระดูกกรามได้มากน้อยเพียงใด
การตัดกรามมี 2 วิธี คือ
- ผ่าตัดภายนอกปาก ผ่านผิวหนังบริเวณมุมกรามโดยตรง จะมีรอยแผลเป็นบริเวณใบหน้า
- ผ่าตัดภายในปาก เป็นวิธีที่แพทย์นิยมเนื่องจากไม่มีแผลด้านนอก โดยแพทย์จะซ่อนแผลไว้บริเวณซอกเหงือกด้านหลังฟันซี่สุดท้ายในปาก
ความแตกต่างของ 2 วิธีนี้ก็คือ
- การผ่าตัดภายนอกปาก เป็นการเปิดแผลโดยตรงบริเวณมุมกรามทั้ง 2 ข้าง เข้าไปที่มุมกระดูกขากรรไกร แล้วใช้เครื่องมือแพทย์ที่เป็นเลื่อยเล็กๆ ตัดตามตำแหน่งที่ต้องการ วิธีนี้จะง่ายกว่าการผ่าตัดในช่องปาก อาการบวมน้อยกว่า หลังผ่าตัดแทบไม่ต้องดูแลอะไรเลยแต่วิธีนี้จะไม่นิยมทำกันในปัจจุบัน เนื่องจากมีโอกาสกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงมุมปากได้ชั่วคราว และที่สำคัญคือจะมีรอยแผลผ่าตัดยาวประมาณ 2-3 ซม.ทั้ง 2 ข้าง
- การผ่าตัดในช่องปาก ต้องใช้ความชำนาญมากกว่าวิธีที่แรก และต้องมีเครื่องมือพิเศษที่สามารถเลื่อนกระดูกที่ต้องการตัดแต่งได้ในซอกแคบๆ แต่ในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยาก และเป็นวิธีที่ง่าย ปลอดภัย และไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อมุมปากแต่อย่างใด การผ่าตัดภายในช่องปากจะผ่าตัดโดยผ่านซอกเหงือกด้านหลังบริเวณฟันกราม ไปที่มุมกระดูกขากรรไกรและตัดแต่งตามต้องการ วิธีนี้สามารถตัดแต่งได้ตลอดกระดูกขากรรไกร เนื่องจากสามารถเปิดแผลได้ยาวกว่าโดยไม่ต้องคำนึงถึงแผลเป็น จึงทำให้ได้กระดูกกรามที่โค้งเนียนขึ้น
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
วิธีการผ่าตัดในช่องปากจะมีอาการบวมมากกว่าวิธีผ่าตัดด้านนอกปาก โดยจะบวมประมาณ 5-10 วัน หลังผ่าตัดคนไข้จะมีอาการปวดแผลใน 3-4 วันแรก ซึ่งหลังผ่าตัดคนไข้จะได้พักที่ รพ.2 วัน เพื่ออยู่ในความดูแลของพยาบาลและแพทย์ หลังผ่าตัดควรงดอาหารในวันแรกเพื่อป้องกันเศษอาหารรบกวนแผล และควรประคบเย็นภายใน 2-3 วันแรก หลังจากนั้นงดประคบเย็น ในระยะแรกที่มีอาการบวมจะทำให้คนไข้อ้าปากได้ไม่มาก เนื่องจากมีความตึงตัวของเนื้อเยื่อรอบ ๆ แต่เมื่ออาการบวมค่อยๆลดลง ก็จะอ้าปากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมากแพทย์จะแนะนำให้คนไข้พยายามอ้าปากบ่อย ๆ เพื่อเป็นการขยับข้อต่อขากรรไกร ป้องกันไม่ให้ข้อต่อเกิดอาการฝืดได้คนไข้ควรบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากบ่อย ๆ โดยแพทย์จะแนะนำให้คนไข้บ้วนปากด้วยน้ำยาหลังผ่าตัดแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นสามารถแปรงฟันด้วยขนแปรงอ่อน ๆ เบา ๆ ได้ในสัปดาห์ที่ 2 หลังผ่าตัดห้ามเคี้ยวอาหารแข็งในสัปดาห์แรก ควรทานอาหารประเภท นม น้ำผลไม้ และอาหารอ่อน ๆ และควรงดสูบบุหรี่ และงดทานอาหารรสจัด ของหมักดอง หรือเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ ประมาณ 1 เดือน อาการบวมจะยุบและเข้าที่เมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ และจะได้รูปทรงใบหน้าตามต้องการประมาณ 4-6 สัปดาห์

กลับไปหน้าแรก

เสริมสะโพก เสริมก้น

เสริมสะโพก เสริมก้น เพื่อความสวยงามของรูปร่าง และเพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัว
การผ่าตัดเสริมสะโพก เสริมก้น เป็นการเสริมรูปร่างของสะโพกและก้นให้แลดูกลมกลึงสวยงามได้ขนาดพอเหมาะ มีเสน่ห์ เพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัว ซึ่งการผ่าตัดเสริมสะโพก เสริมก้น เป็นที่นิยมในต่างประเทศ
และปัจจุบันวิวัฒนาการเกี่ยวกับถุงซิลิโคนและเทคนิคการผ่าตัดได้พัฒนาขึ้น สามารถทำได้อย่างปลอดภัย และผลการรักษาเป็นที่หน้าพอใจสูง จึงทำให้เป็นที่นิยมของคนไทยมากขึ้น
ชนิดของถุงซิลิโคนที่ใช้
ถุงซิลิโคนที่ใช้ จะเป็นถุงซิลิโคนที่ใช้เฉพาะเสริมสะโพก เสริมก้น เท่านั้น ซึ่งมีความแข็งแรงและเหนียวกว่าวุ้นซิลิโคน เพราะเป็นซิลิโคนที่มีความดึงตัวสูงจึงไม่เสียรูปทรง ปลอดภัยและมีความคงทนสูงต่อแรงกดขณะนั่ง และ นอน
ถุงซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมสะโพก เสริมก้น ยังได้รับการศึกษาและยอมรับในปัจจุบันว่าไม่มีผลต่อสุขภาพและการเสี่ยงต่อการเกิดโรงต่างๆ เช่น มะเร็ง โรคภูมิแพ้ หรือโรคข้ออักเสบ เป็นต้น
อีกทั้งการเสริมสะโพก เสริมก้น ด้วยถุงซิลิโคนไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือมีปัญหาแทรกซ้อนมากเหมือนการไปรับการฉีดซิลิโคน หรือสารเหลวอื่นๆ ซึ่งพบว่ามีการไหลไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ขา หรือ ขาหนีบ เป็นต้น
ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมสะโพก เสริมก้น
ผู้เข้ารับการผ่าตัดต้องงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เนื่องจากแพทย์จำเป็นต้องตรวจสุขภาพเพื่อดูความพร้อมต่อการผ่าตัด และผู้เข้ารับการผ่าตัดต้องได้รับการดมยาสลบขณะผ่าตัดเสริมสะโพก เสริมก้นด้วย โดยแพทย์จะผ่าบริเวณร่องก้นเป็นแนวตั้งบริเวณกระดูกก้นกบ ยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ในตำแหน่งของร่องก้นพอดี ข้อดีของการผ่าบริเวณนี้คือแผลเป็นจะอยู่ในร่องก้น ทำให้มองเห็นไม่ชัดและการผ่าตัดจะเปิดแผลเพียงแผลเดียว สามารถใส่ถุงซิลิโคนเข้าทั้งด้านซ้ายและด้านขวาได้
จากนั้นแพทย์จะยกส่วนของชั้นกล้ามเนื้อขึ้นเพื่อให้เกิดเป็นช่องสำหรับวางซิลิโคน และใส่ถุงซิลิโคน รูปกลม หรือ รี เข้าไปใต้กล้ามเนื้อก้นระหว่างกล้ามเนื้อส่วนนอกและส่วนกลาง ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนที่ของถุงซิลิโคน และการเกิดพังผืด อีกทั้งช่วยเสริมความแข็งแรงของถุงซิลิโคนที่ใส่ และช่วยให้ได้รูปทรงของสะโพกที่กลมกลึงสวยงามด้วย เมื่อทำครบทั้ง 2 ข้างและตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วจึงเย็บปิดบาดแผลด้วยไหมเส้นเล็กๆ โดยใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง
การดูแลหลังผ่าตัดเสริมสะโพก เสริมก้น
หลังผ่าตัดผู้เข้ารับการผ่าตัดจะได้พักที่ รพ.3 วัน โดยพยาบาลจะทำความสะอาดแผลให้ตามคำแนะนำของแพทย์ ในช่วง 3 วันแรกให้นอนคว่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณแผลและป้องกันไม่ให้แผลแยกซึ่งจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
หลังจาก 3 วัน สามารถนอนตะแคงสลับการนอนคว่ำ และเริ่มนอนหงายหรือนั่งได้พอสมควร และคนไข้ต้องเข้ามาตัดไหมประมาณ 7-10 วันหลังผ่าตัด หลังผ่าตัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถเดินหรือนั่งได้เต็มที่ตามปกติ ห้ามฉีดยาที่สะโพกเด็ดขาด โดยทั่วไปมักจะสงสัยว่ากรณีฉุกเฉินถ้าไม่รู้สึกตัวอาจถูกฉีดยาที่สะโพกได้
แต่โดยทั่วไปถ้ามีเหตุฉุกเฉิน หรือประสบอุบัติเหตุทำให้สลบเข้าโรงพยาบาล การฉีดยาส่วนใหญ่มักจะฉีดเข้าเส้นเลือดมากกว่าการฉีดยาที่ตำแหน่งอื่น ๆ

กลับไปหน้าแรก

การบริการ
มาตรฐาน ISO 9001 14001 และ JCI

โรงพยาบาลยันฮี เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย เริ่มเปิดให้บริการเมื่อปีพ.ศ.2527 ในนามของ"ยันฮีโพลีคลีนิค" ตลอดระยะเวลากว่า 24 ปี

ได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรักษาและปริมาณผู้ป่วยที่มารับบริการ และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้มารับบริการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว
ทีมงานบริหารและคณะกรรมการบริษัทจึงได้ขยายยันฮีโพลีคลินิค เป็นโรงพยาบาลยันฮี

โรงพยาบาลยันฮี เป็นอาคารทันสมัยสูง 10 ชั้นบนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ สามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 400 เตียงและรองรับผู้ป่วยนอก ได้ถึงวันละ 2,000 คน โดยเปิดให้บริการรักษาด้านความสวยงามและโรคทั่วไปครบทุกสาขา

โรงพยาบาลยันฮี มีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครันทันสมัย เปิดให้บริการตรวจรักษาตลอด 24 ชั่วโมงโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ทำงานประจำโรงพยาบาลยันฮีกว่า 130 ท่าน แพทย์นอกเวลากว่า 125 ท่าน ทีมพยาบาลและบุคลากรอีกกว่า 1,500 ท่าน ที่พร้อมดูแลท่านอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นประดุจดังญาติมิตร

การขอส่วนลดพิเศษ

"ปิ่น" เป็น Sale ภายนอกของรพ.ยันฮีค่ะ ทำหน้าที่แนะนำลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยปิ่นจะออกหาลูกค้าจากข้างนอก รพ.และแนะนำให้เข้ามาใช้บริการ เนื่องจากปิ่นจะออกหาลูกค้าจากภายนอกดังกล่าวไปข้างต้น ซึ่งปิ่นจะค่อนข้างหาลูกค้าได้ลำบากกว่า Sale ภายในที่คอยรับลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาใน รพ.ยันฮี

ฉะนั้นทาง รพ.ยันฮี จึงให้สิทธิ Sale ภายนอกอย่างปิ่นให้สามารถทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นได้ ไม่ว่าลูกค้าจะใช้บริการที่ศูนย์บริการใดก็ตามใน รพ.ยันฮี ปิ่นก็ทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ใหุ้ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sale ภายนอกอย่างปิ่นจะเป็นเพียงแผนกเดียวที่สามารถทำเรื่องลดให้ลูกค้าได้ เพราะหาลูกค้าได้ยากน่ะค่ะ ซึ่งถ้าลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาในรพ.โดยไม่ได้ติดต่อผ่านปิ่นก็จะไม่ได้ส่วนลดใด ๆเลยค่ะ

ทั้งนี้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นนั้นจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมเลยทั้งสิ้นค่ะ แถมปิ่นยังทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ได้ทุกศูนย์บริการใน รพ.ยันฮี อีกด้วย
เพียงแค่แจ้งชื่อ-นามสกุลของท่านเพื่อที่จะแจ้งทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ในวันที่ท่านเข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยแจ้งก่อนวันที่ท่านจะเข้ามารพ.อย่างน้อย 1 วัีนเท่านั้นเองค่ะ

แล้วปิ่นก็จะจัดการจองคิวนัดคุณหมอให้โดยลูกค้าสามารถระบุได้เลยค่ะว่าจะพบคุณหมออะไร แต่ถ้าลูกค้าไม่ทราบ ปิ่นก็จะแนะนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านที่ลูกค้าต้องการรักษาให้ค่ะ และวันที่ท่านเข้ามาที่ รพ. ปิ่นก็จะมาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่านด้วยค่ะ และลูกค้าก็ไม่ต้องกังวลนะคะว่าพอได้รับส่วนลดแล้ว จะได้วัสดุหรือบริการที่แตกต่างจากคนที่จ่ายเต็ม เพราะทุกอย่างจะเท่าเทียมกับลูกค้าที่จ่ายเต็มๆเลยค่ะ เพียงแต่ลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษในเรื่องของส่วนลดที่ได้จากปิ่นเท่านั้นเอง และลูกค้าก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลยค่ะ

ขอย้ำนะคะว่า"ลูกค้าที่ปิ่นทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลย แถมยังได้ส่วนลดอีกต่างหาก ซึ่งเวลาชำระเงินที่แคชเชียร์ของ รพ.ลูกค้าก็จะจ่ายค่าใช้จ่ายในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นค่ะ"