ศูนย์สูติ-นรีเวช และ คีเลชั่น

SEP 08 2010

รับส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์การรักษา โดยที่ท่านสามารถระบุแพทย์ได้หรือกรณีไม่ทราบเราสามารถแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ท่านได้ เช่น
นพ.ธวัชชัย บุญพัฒนพงษ์,นพ.ปราโมทย์ มนูรังสี,นพ.วิเชียร ว่องวงศ์ศรี,นพ.วิทวัส อังคทะวานิช, นพ.วิรัตน์ โอสถาเลิศ,นพ.สมบูรณ์ ธรรมรังรอง,นพ.สานิจ พงคพนาไกร, นพ.สุกิจ วรธำรง,นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์,นพ.สมศักดิ์ ชุลีวัฒนะพงศ์,นพ.ไกรฤทธิ์ ติยะกุล, นพ.กิตติชัย สิปิยารักษ์,นพ.พิชญ์ ไพบูลย์เกษมสุทธิ,นพ.กรีชาติ พรสินศิริรักษ์ เป็นต้น
โดยท่านจะได้รับความสะดวกในการจองคิวนัดแพทย์ล่วงหน้าและในวันที่ท่านมาโรงพยาบาลจะมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่าน โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้เรายังมอบบัตรส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์บริการภายในของรพ.ยันฮี เพื่อใช้ยื่นลดเปอร์เซ็นต์กับแคชเชียร์ของรพ.ยันฮี อีกด้วย
หากมีคำถามหรือมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรม เช่น ค่าใช้จ่าย เลือกหรือปรึกษาคุณหมอท่านใด การเตรียมตัวก่อน-หลังผ่าตัด อย่างไรบ้าง การแก้ไขในส่วนของที่ทำมาแล้วหรือทำมาจากที่อื่น เป็นต้น
สามารถสอบถามได้จากที่นี่เลยค่ะ สอบถาม-พูดคุยเรื่องศัลยกรรม

รีแพร์

คงเป็นที่ทราบกันดีว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเรื่องหนึ่งในการครองชีวิตคู่ร่วมกัน ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์เพียงเล็กน้อย หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ดีอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตของทั้งคู่ ปัญหาการไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยรวมไปถึงการหย่าร้างได้ ปัญหาที่เกิดจากสุขภาพร่างกายโดยส่วนใหญ่จะเกิดกับคุณผู้หญิง เช่น ช่องคลอดหย่อนยานหรือช่องคลอดกว้างผิดปกติ ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุของผู้ที่ผ่านการคลอดบุตรหลายๆ คน หรือผ่านการคลอดบุตรโดยหมอตำแย แล้วช่องคลอดเกิดฉีดขาดและไม่ได้รับการเย็บรักษา หรือเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เยาว์วัย หรือช่องคลอดผ่านการใช้งานมาก ซึ่งเมื่อช่องคลอดเกิดความหย่อนยานหรือกว้างผิดปกติ จะทำให้คุณและคนรักมีความรู้สึกไม่กระชับขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจทำให้ไม่มีความสุขได้
รวมทั้งปัญหาช่องคลอดหย่อนยานอย่างรุนแรง ซึ่งมักเกิดร่วมกับอาการปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะซึมหรือมดลูกเคลื่อนย้อยลงมาในช่องคลอด อาการปัสสาวะเล็ดหรือซึมนี้มักจะเกิดมากขึ้นเมื่อเวลาไอ เวลายกของหนัก หรือแม้กระทั่งเวลาที่เดินเล่น ดังนั้นคุณผู้หญิงจึงควรหมั่นตรวจ สังเกต ดูตัวเองให้ดีว่ามีอาการดังกล่าวหรือไม่ หากพบว่ามีปัญหาดังกล่าวข้างต้นสามารถรักษาได้ไม่ยุ่งยาก ทางเลือกที่ช่วยแก้ไขได้คือ การทำรีแพร์ หรือ A/P รีแพร์
ข้อปฏิบัติหลังการผ่าตัด
- หยุดพักอยู่ที่บ้าน 2-3 วัน ไม่ควรยกของหนักหรือเดินมากเพราะอาจจะทำให้เจ็บแผลหรือเกิดการอักเสบได้
- ทำความสะอาดแผลโดยนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น ประมาณ 5 นาที วันละ 2 ครั้ง ในช่วง 1-2 สัปดาห์
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ และมาพบแพทย์ หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์
- ควรงดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 45 วัน
A/P รีแพร์ การรักษาเพื่อแก้ไขปัญหา
- กรณีที่มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ปัสสาวะซึมออกมา เมื่อมีการจาม
การทำ A/P รีแพร์ คนไข้จะต้องพักที่โรงพยาบาลประมาณ 4 วัน และควรงดการมีเพศสัมพันธ์ 45- 60 วัน
ขั้นตอนการทำ A/P รีแพร์
- แพทย์จะพิจารณาใช้ยาชาหรือวางยาสลบ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะใช้วิธีวางยาสลบเพื่อให้คนไข้นอนหลับและไม่รู้สึกตัวในระหว่างการผ่าตัด คนไข้จะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ในระหว่างการผ่าตัด
- การผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดและตกแต่งทั้งด้านหน้าและด้านหลังของผนังช่องคลอด รวมไปถึงกระบังลมที่หย่อนยานลงมา เพื่อแก้ไขปัญหาและอาการต่างๆที่พบ
- การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาการที่ต้องแก้ไขว่ามีมากน้อยเพียงใด
- หลังจากผ่าตัด แพทย์จะให้คนไข้นอนพักที่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน เพื่อดูแลแผลและอาการหลังการผ่าตัด
รีแพร์ การรักษาเพื่อแก้ไขปัญหา
- ช่องคลอดหย่อนยาน เนื่องจากอยู่กับคู่สมรสเป็นเวลานาน
- เนื่องจากการคลอดบุตร ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดหย่อนยานและกว้างขึ้น
- มดลูกหย่อนยาน ทำให้ปวดท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์
ขั้นตอนการทำรีแพร์
- การทำรีแพร์ควรเป็นช่วงก่อนมีประจำเดือน 2 อาทิตย์เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของประจำเดือน
- งดน้ำและอาหารก่อนทำอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ใช้เวลาผ่าตัดไม่เกิน 1 ชั่วโมงและกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาล

การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชโดยเลเซอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

กลับไปหน้าแรก

ภาพประกอบศัลยกรรมตกแต่งทางสูติ-นรีเวช

จุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงส่วนประกอบของร่างกายที่บางท่านอาจจะไม่รู้จักว่า เวลาทำการรักษาหรือตกแต่งทางด้านศัลยกรรมว่าอยู่ตรงส่วนใดบ้าง หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับการทำรีแพร์ ว่าส่วนประกอบของร่างกายเรียกว่าอะไร เช่น



คลิกที่ภาพดูภาพขนาดใหญ่

- การผ่าตัดยกมดลูก
- การฉีดไขมัน
- การฉีดเสริม G-Spot
- การตกแต่งแคมใหญ่
- การแก้ไขแคมใหญ่ผิดรูป
- การตกแต่งแคมเล็ก
- การตกแต่งปากช่องคลอด
- การฉีดไขมันแคมใหญ่
- การตกแต่งหนังหุ้มคลิตอริส
- การแก้ไขปัสสาวะเล็ด
- การตกแต่งช่องคลอดในคนไม่มีบุตร
- การตกแต่งรอยย่นบริเวณปากช่องคลอด
- การแก้ไขกระบังลมหย่อนโดยแผ่นพยุง
- การแก้ไขกระบังลมหย่อน
- การตกแต่งช่องคลอด เป็นต้น

ทั้งนี้ราคาค่าใช้จ่ายที่แสดงในรูปภาพประกอบ ให้สอบถามค่าใช้จ่ายจริง ณ.เวลานั้นอีกครั้ง

กลับไปหน้าแรก

ตกแต่งเยื่อพรหมจารี (VG)

เยื่อพรหมจารีอาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความบริสุทธิ์ของลูกผู้หญิงบางคน ความจริงแล้วเยื่อพรหมจารี คือ เยื่อบุปากช่องคลอด ที่ทำหน้าที่ป้องกันสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมเข้าช่องคลอด แต่ผู้ชายมักจะยึดถือว่าเยื่อพรหมจารีนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้หญิง จึงทำให้ลูกผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องรักษาไว้ให้แก่คนรักเมื่อเวลาอันสำคัญนั้นมาถึง
เยื่อพรหมจารี (HYMEN)คือเนื้อเยื่อบางๆอยู่บริเวณปากช่องคลอด มีความหนาประมาณ 2-3 มม.เท่านั้น ดังนั้นเยื่อพรหมจารีอาจฉีดขาดได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และนั่นหมายถึงผู้หญิงคนนั้นยังคงบริสุทธิ์อยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่เนื้อเยื่อพรหมจารีได้ฉีดขาดไปแล้วเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เยื่อพรหมจารีฉีดขาดได้มีหลายอย่าง เช่น อาจเกิดเนื่องจากการออกกำลังกาย การขี่จักรยาน การขี่ม้า การเต้นแอโรบิก การเล่นกีฬาหรือเล่นยิมนาสติก และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดจากอุบัติเหตุได้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์หรือถูกละเมิดทางเพศเท่านั้น
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ควรไปพบแพทย์ในช่วงหลังจากมีประจำเดือนแล้ว 1-2 วัน หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน 2 อาทิตย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประจำเดือนไปเปรอะเปื้อนแผลผ่าตัด ซึ่งจะทำให้แผลหายเร็วและไม่เกิดการอักเสบขึ้น แนะนำงดน้ำและอาหาร อย่างน้อย 6 ช.ม.
ขั้นตอนการผ่าตัด
- การผ่าตัดตกแต่งเยื่อพรหมจารี คุณสามารถรับการผ่าตัดหลังจากแพทย์ตรวจได้เลยโดยไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารมาก่อน
- แพทย์จะใช้ยาชาฉีดบริเวณรอบๆอวัยวะเพศก่อนการผ่าตัดตกแต่ง คุณจะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดในระหว่างการรักษา
- แพทย์จะเย็บตกแต่งเยื่อพรหมจารีให้ติดกันเหมือนเดิม โดยใช้เวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 1 ชม.
- หลังจากการผ่าตัด แพทย์จะให้คำแนะนำในเรื่องการดูแลแผลหลังผ่าตัดอีกครั้ง หลังจากที่แพทย์ทำการผ่าตัดตกแต่งเยื่อพรหมจารีเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องนอนพักค้างคืนที่โรงพยาบาล
การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด
- ในระยะ 2-3 วันแรกควรงดการทำงานหนักไม่ควรวิ่งหรือออกกำลังกาย
- ควรรับประทานยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการอักเสบของแผล
- หลังการผ่าตัด 7 วัน ควรมาพบแพทย์ตามที่นัดไว้ เพื่อให้แพทย์ตรวจสภาพของการสมานแผลและผลการผ่าตัด หากมีข้อสงสัยใดๆเพิ่มเติม สามารถสอบถามหรือปรึกษาแพทย์ได้
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
- ควรมีเวลาพักรักษาตัวที่บ้านต่อ 2-3 วัน สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ เพราะแพทย์จะปิดแผลผ่าตัดด้วยวัสดุการแพทย์ที่กันน้ำ
- งดออกกำลังกายและยกของหนัก 4 สัปดาห์
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ แพทย์จะนัดดูแผล 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด
- งดมีเพศสัมพันธ์ 45 วัน

การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชโดยเลเซอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

กลับไปหน้าแรก

ตกแต่งแคมเล็ก (LABIA)

แคมเล็กเป็นเนื้อเยื่อบริเวณปากช่องคลอดแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน บางคนมีขนาดปกติ แต่บางคนมีขนาดใหญ่มากจนโผล่พ้นแคมใหญ่หรือแคมนอกออกมา เมื่อแคมเล็กยื่นออกมามากกว่าปกติ นอกจากจะทำให้ไม่สวยแล้ว ยังจะทำให้เกิดการอักเสบได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน และอาจมีอาการเจ็บปวดเวลาที่สวมกางเกงรัดรูปหรือขณะมีเพศสัมพันธ์
สาเหตุที่ทำให้แคมเล็กผิดปกติ
- ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด เมื่ออายุมากขึ้นเนื้อเยื่อบริเวณแคมเล็กจะขยายตัวมากขึ้นและยื่นออกมาจนผิดปกติ
- เกิดจากภาวะที่มีการดึงรั้งบริเวณแคมเล็กบ่อยๆ ทำให้ผิวหนังมีการยืดตัวแล้วหดกลับไม่เท่ากัน
- ในภาวะตั้งครรภ์ หรือช่วงที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากๆจะมีการสะสมของไขมันมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลทำให้แคมเล็กมีลักษณะโตผิดปกติได้
- เกิดจากการมีอายุมากขึ้น มีการลดของไขมันใต้ผิวหนังทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนี้เกิดการหย่อนยาน
ขั้นตอนการตกแต่งแคมเล็ก
- เป็นเพียงการผ่าตัดเล็กซึ่งไม่ต้องดมยา คุณสามารถรับการผ่าตัดได้เลยโดยต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำการผ่าตัด
- แพทย์จะทำการฉีดยาชารอบๆบริเวณที่จะทำการตกแต่ง คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดในขณะผ่าตัด
- แพทย์จะทำการผ่าตัดเฉพาะส่วนของแคมเล็กที่ยื่นผิดปกติออกมาตกแต่งให้เล็กลง หรือใกล้เคียงกับขนาดปกติมากที่สุด
- ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 45 นาที และเส้นไหมที่ใช้จะเป็นไหมละลาย ทำให้ไม่ต้องตัดไหมในภายหลัง
- แผลผ่าตัด จะมีอาการบวมเพียงเล็กน้อยประมาณ 3-5 วัน หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อยๆลดลงและหายเป็นปกติใน 1-2 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดตกแต่งแคมเล็ก คุณสามารถกลับบ้านได้เลย
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
- ควรใช้น้ำสะอาด ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะ เช้า -เย็น และหลังปัสสาวะหรืออุจจาระทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดการอักเสบ
- อาบน้ำ ฟอกสบู่ ทำความสะอาดเบาๆ ได้ตามปกติ
- รับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชั่วคราว
- ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 30 วัน พบแพทย์ตามที่แพทย์นัดตรวจทุกครั้ง

การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชโดยเลเซอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

กลับไปหน้าแรก

ล้างลำไส้ (DETOX)

DETOX – ล้างลำไส้คืออะไรวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากๆในการทำความสะอาดและกำจัดของเสียต่างๆออกจากลำไส้ ด้วยการใช้น้ำอุ่นปริมาณ 25 ลิตร โดยวิธีการปล่อยให้น้ำไหลช้าๆเข้าไปทางทวารหนักทีละน้อยๆ ผ่านหลอดสวนที่สอดเข้าทางทวารหนักลึกเพียง 2 นิ้ว ในขณะเดียวกันผู้ป่วยก็จะถ่ายเอาของเสียและน้ำออกจากลำไส้ด้วยการเบ่งเหมือนกับการถ่ายอุจจาระตาม ปกติซึ่งปริมาณของน้ำที่ไหลเข้า ไปในลำไส้แต่ละครั้งไม่ถึง 1 ลิตร ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับของเสียผ่านทางทวารหนักและผ่านออกข้างๆหลอดสวน โดยไม่ต้องถอดหลอดสวนออก ทำหมุนเวียนเช่นนี้จนน้ำหมด 25 ลิตร ลำไส้จะสะอาดขึ้นและรู้สึกโล่งขึ้นในทันที
การล้างลำไส้จะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกาย แต่อาจมีบ้างในบางกรณีที่เป็นผลมาจากการบีบรัดของลำไส้ที่ออกมาในลักษณะของการปวดเบ่ง หรือปวดถ่ายมากกว่า โดยมากแพทย์ที่ทำการรักษาจะมีความชำนาญสูงจนผู้ป่วยไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการเจ็บที่อาจเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกพอใจการรักษาที่เต็มไปด้วยความสะอาดและปลอดภัย บางครั้งระหว่างทำการรักษากล้ามเนื้อลำไส้อาจจะหดเกร็งอย่างทันทีทันใด อันเนื่องมาจากการกระตุ้นของน้ำ เกลือแร่ หรือกาแฟ อาการที่เกิดตามมาอาจจะเป็นอาการตึงที่บริเวณช่องท้อง หรือเกิดลมในช่องท้อง อย่างไรก็ดีอาการเหล่านี้จะเป็นไม่ค่อยมากและเป็นอยู่เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น
การสวนล้างลำไส้ ควรต้องรักษาอย่างต่อเนื่องหรือไม่นั้นต้องดูวัตถุประสงค์ของการรักษาของผู้ป่วยก่อน เช่น ถ้ามาทำการรักษาเพื่อให้อาการโรคเรื้อรังดีขึ้น เพื่อลดไข้ เพื่อลดอาการปวดหลังหรือปวดศีรษะ จำเป็นจะต้องทำหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์จนอาการดีขึ้น และถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาอาการ ท้องผูกอย่างถาวร ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวตามปกติและเพื่อให้ร่างกายสดชื่น ก็ควรล้างลำไส้ทุก 1 เดือน จนกว่าอาการท้องผูกจะดีขึ้นพร้อมทั้งต้องดูแลเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานมีการออกกำลังกายเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต มีการสวนล้างลำไส้อย่างสม่ำเสมอส่วนว่าจะบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภาวะร่างกายของแต่ละบุคคลและผลการรักษาอย่างไรก็ตามแพทย์เชื่อว่า การสวนล้างลำไส้อย่างต่อเนื่องจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆ
การล้างลำไส้ (DETOX)จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป เนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมดจึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน เป็นอุจจาระ เนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตาย พยาธิและน้ำ เมือกที่ถูกสะสมไว้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่างๆของโรค
ประโยชน์ของการล้างลำไส้
- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ
- ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
- ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆตลอดเวลา
- เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
- เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
- มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
- โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง
- ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น
ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการสวนล้างลำไส้เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย
การล้างลำไส้ มีประโยชน์และผลดีดังนี้
- ช่วยทำความสะอาดลำไส้ อุจจาระ แบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่างๆจะถูกชะล้างออกไปซึ่งในระยะยาวร่างกายก็จะไม่เกิด การสะสมสารพิษเหล่านี้ เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปลำไส้จะ สามารถทำงานได้ตามปกติ
- เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส้ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลงและทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วยส่งเสริม กล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น โดยปกติลำไส้มีหน้าที่กำจัดของเสียก็อาจเป็นไปโดยไม่สมบูรณ์ กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้ อย่างเป็นจังหวะจะช่วยทำให้การผลักดันของเสีย เช่น กากอาหารและ อุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้นและไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
- ทำให้ลำไส้มีขนาดปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติจะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา การสวนล้างลำไส้ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตัน บริเวณนั้นทำให้ลำไส้มีรูปร่างปกติตามธรรมชาติ ซึ่งการรักษาทางยาหรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น
- กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆในร่างกาย อวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง การล้างลำไส้เป็นการช่วย กระตุ้นจุดที่ว่านี้ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลืองและการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น
- ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 60-70% การสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ร่างกายโดยรวมจะสามารถดูดซึมน้ำเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆเพื่อให้ เซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับละลายและเจือจางเมือกที่สะสมอยู่ในผนังลำไส้ให้ขับออกได้สะดวกขึ้น
ขั้นตอนในการสวนล้างลำไส้มีดังนี้
- คนไข้เตรียมตัวทำการสวนล้างลำไส้โดยเปลี่ยนเสื้อผ้าและนอนบนเตียงล้างลำไส้ (COLONIC BED) แพทย์จะสอดหลอดสวนเล็ก ๆ เข้าทางทวารหนักอย่างนุ่มนวล ความลึกเพียง 2 นิ้ว
- แพทย์จะทำการปล่อยน้ำอุ่นที่ผสมเกลือแร่เข้าสู่ลำไส้อย่างช้า ๆ เมื่อจำนวนน้ำไหลเข้าทางทวารหนักประมาณ 1 ลิตร คนไข้จะรู้สึกอยากถ่าย ก็สามารถถ่ายออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องกลั้น
- เมื่อเบ่งอุจจาระและน้ำที่ไหลเข้่าไปจำนวน 1 ลิตร จะถูกขับถ่ายไหลผ่านข้าง ๆ หลอดสวนที่คาอยู่ตรงทวารหนัก โดยผู้ป่วยไม่ต้องลุกออกจากเตียงนอนและไม่ต้องถอดหลอดสวนล้างแต่อย่างใด
- เมื่อคนไข้ถ่ายอุจจาระและน้ำออกมาจำนวนหนึ่ง น้ำใหม่ก็จะไหลเข้าสู่ทวารหนักผ่านหลอดสวนเดิมอีก เมื่อน้ำไหลเข้าไปได้อีก 1-2 ลิตร ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดถ่ายเป็นครั้งที่ 2 และสามารถเบ่งถ่ายออกมาได้ ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ จนน้ำในเครื่องหมด 25 ลิตร
- ระหว่างการถ่ายของเสีย และน้ำที่ไหลเข้าไป คนไข้สามารถมอบผ่านกระจกเห็นซากตะกรันและเศษอาหารที่ถ่ายออกมา ไหลผ่านท่อระบายใสที่ตั้งไว้ ในบางคนจะเห็นคราบตะกรันสีดำเป็นเม็ด ๆ หรือเป็นก้อนที่จับคราบไว้เป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้คือสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย
- ระหว่างการสวนล้างลำไส้ แพทย์หรือพยาบาลจะทำการนวดหน้าท้อง เพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหวให้ตะกรันที่จับเป็นคราบได้หลุดออกจากผนังลำไส้ และขับถ่ายออกทิ้งไป
- เมื่อน้ำหมดถังแล้ว แพทย์จะทำการถอดสายสวนออกและให้คนไข้ถ่ายจนหมดก่อน จึงทำความสะอาดร่างกาย ถือเป็นการสิ้นสุดการสวนล้างลำไส้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที
- คนไข้สามารถกลับบ้านหรือไปทำงานได้ และสามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

กลับไปหน้าแรก

คีเลชั่นบำบัด

รักษาและฟื้นฟูหลอดเลือดในกลุ่มโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน ที่มีสาเหตุจากการสะสมของโลหะหนักในร่างกาย
คีเลชั่นบำบัด ChelationTherapy ทางเลือกใหม่เพื่อฟื้นฟูเส้นเลือดในร่างกาย
ร่างกายคนเรามีโอกาสรับสารพิษอยู่ตลอดเวลาทั้งจากอากาศ อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น อากาศมีสารโลหะหนัก ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์จากท่อไอเสียเครื่องยนต์ อาหารมีสารฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต สารปรุงแต่ง เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ต่างๆ มีสี สารระเหย เป็นต้น
เมื่อสารพิษหรือสารโลหะส่วนเกินเข้าสู่ร่างกาย จะเกาะสะสมตามผนังหลอดเลือดหรือตกค้างในน้ำเลือด ทำให้เกิดปัญหาผนังหลอดเลือดอักเสบ ขรุขระ เส้นเลือดแข็งหรือตีบแคบอุดตัน ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนการลำเลียงไม่ดีก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด และโรคความเสื่อมตามอวัยวะต่างๆ
เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารพิษดังกล่าวได้ แต่สามารถปกป้องร่างกายไม่ให้ได้รับอันตรายจากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยการทำ คีเลชั่นบำบัด โดยการแพทย์ ทางเลือกด้วยการขจัดสารโลหะหนัก และตะกอนคอเลสเตอรอลที่จับตัวอยู่ตามหลอดเลือดจนเส้นเลือดแข็ง
คีเลชั่นบำบัด คือการใช้สารเคมีบางอย่าง(เช่น โปรตีนสังเคราะห์ EDTA)เข้าไปจับตัวกับอนุภาคของโลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว สารปรอท แคดเมี่ยม และโลหะหนักอื่นๆในร่างกายของมนุษย์ หลังจากนั้นสารนี้จะถูกนำออกจากร่างกายโดยการขับออกมาทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่
คีเลชั่นบำบัด ใช้รักษากับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ
- เส้นเลือดหัวใจตีบ
- ความดันโลหิตสูง
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เบาหวาน ภาวะนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย
- ผู้ที่ตรวจพบสารพิษและโลหะหนักในร่างกายจำนวนมาก
- ผู้ที่มีพฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสหวานจัด มันจัด เนื้อสัตว์ ของทอด ปิ้ง ย่าง
- ผู้ที่มีภาวะเครียดอยู่เป็นเวลานาน
- ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- สตรีที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์
คีเลชั่นบำบัด ควรทำบ่อยแค่ไหน
ในแต่ละบุคคลจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลและผลที่ได้ภายหลังการทำคีเลชั่น โดยทั่วไปในรายของคนที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบอาจต้องเข้ารับการ บำบัดด้วยคีเลชั่นประมาณ 20 ครั้ง
การปฏิบัติตัวเมื่อทำคีเลชั่นบำบัด
- ก่อนทำควรพบแพทย์และตรวจระดับการทำงานของไต
- ระหว่างที่ร่างกายกำจัดสารพิษและลดโลหะหนักสะสม ไตจะทำงานเพิ่มขึ้น ควรดื่มน้ำสะอาดมากขึ้น
- ควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในรูปอาหารเสริมเพิ่มขึ้นจากอาหารประจำวัน เพราะอาจมีการสูญเสียแร่ธาตุไปบ้างในระหว่างการทำคีเลชั่น
คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังทำคีเลชั่นบำบัด
- ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวันเป็นเวลา 3 วัน หลังจากทำคีเลชั่นบำบัดเพื่อให้ช่วยนำพาสารพิษขับออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น
- กลางคืนนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง เนื่องจากหลังทำคีเลชั่นอาจมีอาการอ่อนเพลียซึ่งเป็นผลจากการขับสารพิษออก จากร่างกาย
- หลังการทำคีเลชั่นบำบัด สามารถรับประทานยาที่รับประทานอยู่ประจำได้ตามปกติและควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ตามที่แพทย์จัดให้
- อาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้กับผู้ป่วยน้อยรายควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือดื่มน้ำผลไม้ทดแทน ซึ่งอาการจะทุเลาลงและหายไปเอง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นกรุณาติดต่อแพทย์ที่โรงพยาบาลยันฮี
- ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของสารสีผสมอาหาร อาหารทะเลที่มีตะกั่วปนเปื้อน เป็นต้น

กลับไปหน้าแรก

การบริการ
มาตรฐาน ISO 9001 14001 และ JCI

โรงพยาบาลยันฮี เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย เริ่มเปิดให้บริการเมื่อปีพ.ศ.2527 ในนามของ"ยันฮีโพลีคลีนิค" ตลอดระยะเวลากว่า 24 ปี

ได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรักษาและปริมาณผู้ป่วยที่มารับบริการ และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้มารับบริการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว
ทีมงานบริหารและคณะกรรมการบริษัทจึงได้ขยายยันฮีโพลีคลินิค เป็นโรงพยาบาลยันฮี

โรงพยาบาลยันฮี เป็นอาคารทันสมัยสูง 10 ชั้นบนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ สามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 400 เตียงและรองรับผู้ป่วยนอก ได้ถึงวันละ 2,000 คน โดยเปิดให้บริการรักษาด้านความสวยงามและโรคทั่วไปครบทุกสาขา

โรงพยาบาลยันฮี มีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครันทันสมัย เปิดให้บริการตรวจรักษาตลอด 24 ชั่วโมงโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ทำงานประจำโรงพยาบาลยันฮีกว่า 130 ท่าน แพทย์นอกเวลากว่า 125 ท่าน ทีมพยาบาลและบุคลากรอีกกว่า 1,500 ท่าน ที่พร้อมดูแลท่านอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นประดุจดังญาติมิตร

การขอส่วนลดพิเศษ

"ปิ่น" เป็น Sale ภายนอกของรพ.ยันฮีค่ะ ทำหน้าที่แนะนำลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยปิ่นจะออกหาลูกค้าจากข้างนอก รพ.และแนะนำให้เข้ามาใช้บริการ เนื่องจากปิ่นจะออกหาลูกค้าจากภายนอกดังกล่าวไปข้างต้น ซึ่งปิ่นจะค่อนข้างหาลูกค้าได้ลำบากกว่า Sale ภายในที่คอยรับลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาใน รพ.ยันฮี

ฉะนั้นทาง รพ.ยันฮี จึงให้สิทธิ Sale ภายนอกอย่างปิ่นให้สามารถทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นได้ ไม่ว่าลูกค้าจะใช้บริการที่ศูนย์บริการใดก็ตามใน รพ.ยันฮี ปิ่นก็ทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ใหุ้ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sale ภายนอกอย่างปิ่นจะเป็นเพียงแผนกเดียวที่สามารถทำเรื่องลดให้ลูกค้าได้ เพราะหาลูกค้าได้ยากน่ะค่ะ ซึ่งถ้าลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาในรพ.โดยไม่ได้ติดต่อผ่านปิ่นก็จะไม่ได้ส่วนลดใด ๆเลยค่ะ

ทั้งนี้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นนั้นจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมเลยทั้งสิ้นค่ะ แถมปิ่นยังทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ได้ทุกศูนย์บริการใน รพ.ยันฮี อีกด้วย
เพียงแค่แจ้งชื่อ-นามสกุลของท่านเพื่อที่จะแจ้งทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ในวันที่ท่านเข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยแจ้งก่อนวันที่ท่านจะเข้ามารพ.อย่างน้อย 1 วัีนเท่านั้นเองค่ะ

แล้วปิ่นก็จะจัดการจองคิวนัดคุณหมอให้โดยลูกค้าสามารถระบุได้เลยค่ะว่าจะพบคุณหมออะไร แต่ถ้าลูกค้าไม่ทราบ ปิ่นก็จะแนะนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านที่ลูกค้าต้องการรักษาให้ค่ะ และวันที่ท่านเข้ามาที่ รพ. ปิ่นก็จะมาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่านด้วยค่ะ และลูกค้าก็ไม่ต้องกังวลนะคะว่าพอได้รับส่วนลดแล้ว จะได้วัสดุหรือบริการที่แตกต่างจากคนที่จ่ายเต็ม เพราะทุกอย่างจะเท่าเทียมกับลูกค้าที่จ่ายเต็มๆเลยค่ะ เพียงแต่ลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษในเรื่องของส่วนลดที่ได้จากปิ่นเท่านั้นเอง และลูกค้าก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลยค่ะ

ขอย้ำนะคะว่า"ลูกค้าที่ปิ่นทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลย แถมยังได้ส่วนลดอีกต่างหาก ซึ่งเวลาชำระเงินที่แคชเชียร์ของ รพ.ลูกค้าก็จะจ่ายค่าใช้จ่ายในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นค่ะ"