การบริการ
- แก้ไขเยื่อพรหมจรรย์
- รีแพร์
- รีแพร์
- รีแพร์ + ตกแต่งเลเบีย
- รีแพร์ + ตกแต่งเลเบีย
- รีแพร์ + หนังหุ้มคริทอริส
- ตกแต่งหนังหุ้มคริทอริส
- ตกแต่งเลเบีย
- ตกแต่งเลเบีย + คริทอริส
- ผ่าตัดยกมดลูก
- แก้ไขปัสสาวะเล็ด
- แก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วย TVT-O
- ล้างลำไส้
- คีเลชัั่น
ประเภทบริการ
VG
ไม่ดมยา
ดมยา 1 ชม.
ไม่ดมยา
ดมยา 1.30 ชม.
ไม่ดมยา
-
แคมเล็ก
ไม่ดมยา
นอนพัก รพ.2 วัน
นอนพัก รพ.4 วัน
นอนพัก รพ.1 วัน
-
การบำบัดฟื้นฟูหลอดเลือด
ค่าใช้จ่าย
ราคา 7,000 บาท
ราคา 12,000 บาท
ราคา 19,000 บาท
ราคา 20,000 บาท
ราคา 27,000 บาท
ราคา 19,000 บาท
ราคา 12,000 บาท
ราคา 12,000 บาท
ราคา 18,000 บาท
ราคา 30,000 บาท
ราคา 38,000 บาท
ราคา 60,000 บาท
ราคา 800 บาท
ราคา 3,000 บาท
ศูนย์สูติ-นรีเวช และ คีเลชั่น
SEP 08 2010
รับส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์การรักษา โดยที่ท่านสามารถระบุแพทย์ได้หรือกรณีไม่ทราบเราสามารถแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ท่านได้ เช่น
นพ.ธวัชชัย บุญพัฒนพงษ์,นพ.ปราโมทย์ มนูรังสี,นพ.วิเชียร ว่องวงศ์ศรี,นพ.วิทวัส อังคทะวานิช,
นพ.วิรัตน์ โอสถาเลิศ,นพ.สมบูรณ์ ธรรมรังรอง,นพ.สานิจ พงคพนาไกร,
นพ.สุกิจ วรธำรง,นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์,นพ.สมศักดิ์ ชุลีวัฒนะพงศ์,นพ.ไกรฤทธิ์ ติยะกุล,
นพ.กิตติชัย สิปิยารักษ์,นพ.พิชญ์ ไพบูลย์เกษมสุทธิ,นพ.กรีชาติ พรสินศิริรักษ์ เป็นต้น
โดยท่านจะได้รับความสะดวกในการจองคิวนัดแพทย์ล่วงหน้าและในวันที่ท่านมาโรงพยาบาลจะมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่าน
โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้เรายังมอบบัตรส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์บริการภายในของรพ.ยันฮี เพื่อใช้ยื่นลดเปอร์เซ็นต์กับแคชเชียร์ของรพ.ยันฮี อีกด้วย
หากมีคำถามหรือมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรม เช่น ค่าใช้จ่าย เลือกหรือปรึกษาคุณหมอท่านใด การเตรียมตัวก่อน-หลังผ่าตัด
อย่างไรบ้าง การแก้ไขในส่วนของที่ทำมาแล้วหรือทำมาจากที่อื่น เป็นต้น
สามารถสอบถามได้จากที่นี่เลยค่ะ สอบถาม-พูดคุยเรื่องศัลยกรรม
การบริการ
มาตรฐาน ISO 9001 14001 และ JCI
โรงพยาบาลยันฮี เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย
เริ่มเปิดให้บริการเมื่อปีพ.ศ.2527 ในนามของ"ยันฮีโพลีคลีนิค"
ตลอดระยะเวลากว่า 24 ปี
ได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งด้านการรักษาและปริมาณผู้ป่วยที่มารับบริการ
และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้มารับบริการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว
ทีมงานบริหารและคณะกรรมการบริษัทจึงได้ขยายยันฮีโพลีคลินิค
เป็นโรงพยาบาลยันฮี
โรงพยาบาลยันฮี เป็นอาคารทันสมัยสูง 10 ชั้นบนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ
สามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 400 เตียงและรองรับผู้ป่วยนอก
ได้ถึงวันละ 2,000 คน
โดยเปิดให้บริการรักษาด้านความสวยงามและโรคทั่วไปครบทุกสาขา
โรงพยาบาลยันฮี มีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครันทันสมัย
เปิดให้บริการตรวจรักษาตลอด 24 ชั่วโมงโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ที่ทำงานประจำโรงพยาบาลยันฮีกว่า 130 ท่าน
แพทย์นอกเวลากว่า 125 ท่าน ทีมพยาบาลและบุคลากรอีกกว่า 1,500 ท่าน
ที่พร้อมดูแลท่านอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นประดุจดังญาติมิตร
การขอส่วนลดพิเศษ
"ปิ่น" เป็น Sale ภายนอกของรพ.ยันฮีค่ะ ทำหน้าที่แนะนำลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยปิ่นจะออกหาลูกค้าจากข้างนอก รพ.และแนะนำให้เข้ามาใช้บริการ เนื่องจากปิ่นจะออกหาลูกค้าจากภายนอกดังกล่าวไปข้างต้น
ซึ่งปิ่นจะค่อนข้างหาลูกค้าได้ลำบากกว่า Sale ภายในที่คอยรับลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาใน รพ.ยันฮี
ฉะนั้นทาง รพ.ยันฮี จึงให้สิทธิ Sale ภายนอกอย่างปิ่นให้สามารถทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นได้
ไม่ว่าลูกค้าจะใช้บริการที่ศูนย์บริการใดก็ตามใน รพ.ยันฮี ปิ่นก็ทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ใหุ้ได้ทั้งหมด
ซึ่ง Sale ภายนอกอย่างปิ่นจะเป็นเพียงแผนกเดียวที่สามารถทำเรื่องลดให้ลูกค้าได้ เพราะหาลูกค้าได้ยากน่ะค่ะ ซึ่งถ้าลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาในรพ.โดยไม่ได้ติดต่อผ่านปิ่นก็จะไม่ได้ส่วนลดใด ๆเลยค่ะ
ทั้งนี้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นนั้นจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมเลยทั้งสิ้นค่ะ
แถมปิ่นยังทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ได้ทุกศูนย์บริการใน รพ.ยันฮี อีกด้วย
เพียงแค่แจ้งชื่อ-นามสกุลของท่านเพื่อที่จะแจ้งทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ในวันที่ท่านเข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี
โดยแจ้งก่อนวันที่ท่านจะเข้ามารพ.อย่างน้อย 1 วัีนเท่านั้นเองค่ะ
แล้วปิ่นก็จะจัดการจองคิวนัดคุณหมอให้โดยลูกค้าสามารถระบุได้เลยค่ะว่าจะพบคุณหมออะไร แต่ถ้าลูกค้าไม่ทราบ ปิ่นก็จะแนะนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านที่ลูกค้าต้องการรักษาให้ค่ะ และวันที่ท่านเข้ามาที่ รพ.
ปิ่นก็จะมาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่านด้วยค่ะ และลูกค้าก็ไม่ต้องกังวลนะคะว่าพอได้รับส่วนลดแล้ว
จะได้วัสดุหรือบริการที่แตกต่างจากคนที่จ่ายเต็ม
เพราะทุกอย่างจะเท่าเทียมกับลูกค้าที่จ่ายเต็มๆเลยค่ะ เพียงแต่ลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษในเรื่องของส่วนลดที่ได้จากปิ่นเท่านั้นเอง และลูกค้าก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลยค่ะ
ขอย้ำนะคะว่า"ลูกค้าที่ปิ่นทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลย แถมยังได้ส่วนลดอีกต่างหาก
ซึ่งเวลาชำระเงินที่แคชเชียร์ของ รพ.ลูกค้าก็จะจ่ายค่าใช้จ่ายในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นค่ะ"
รีแพร์
คงเป็นที่ทราบกันดีว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเรื่องหนึ่งในการครองชีวิตคู่ร่วมกัน ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์เพียงเล็กน้อย หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ดีอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตของทั้งคู่ ปัญหาการไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยรวมไปถึงการหย่าร้างได้ ปัญหาที่เกิดจากสุขภาพร่างกายโดยส่วนใหญ่จะเกิดกับคุณผู้หญิง เช่น ช่องคลอดหย่อนยานหรือช่องคลอดกว้างผิดปกติ ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุของผู้ที่ผ่านการคลอดบุตรหลายๆ คน หรือผ่านการคลอดบุตรโดยหมอตำแย แล้วช่องคลอดเกิดฉีดขาดและไม่ได้รับการเย็บรักษา หรือเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เยาว์วัย หรือช่องคลอดผ่านการใช้งานมาก ซึ่งเมื่อช่องคลอดเกิดความหย่อนยานหรือกว้างผิดปกติ จะทำให้คุณและคนรักมีความรู้สึกไม่กระชับขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจทำให้ไม่มีความสุขได้
รวมทั้งปัญหาช่องคลอดหย่อนยานอย่างรุนแรง ซึ่งมักเกิดร่วมกับอาการปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะซึมหรือมดลูกเคลื่อนย้อยลงมาในช่องคลอด อาการปัสสาวะเล็ดหรือซึมนี้มักจะเกิดมากขึ้นเมื่อเวลาไอ เวลายกของหนัก หรือแม้กระทั่งเวลาที่เดินเล่น ดังนั้นคุณผู้หญิงจึงควรหมั่นตรวจ สังเกต ดูตัวเองให้ดีว่ามีอาการดังกล่าวหรือไม่ หากพบว่ามีปัญหาดังกล่าวข้างต้นสามารถรักษาได้ไม่ยุ่งยาก ทางเลือกที่ช่วยแก้ไขได้คือ การทำรีแพร์ หรือ A/P รีแพร์
ข้อปฏิบัติหลังการผ่าตัด
- หยุดพักอยู่ที่บ้าน 2-3 วัน ไม่ควรยกของหนักหรือเดินมากเพราะอาจจะทำให้เจ็บแผลหรือเกิดการอักเสบได้
- ทำความสะอาดแผลโดยนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น ประมาณ 5 นาที วันละ 2 ครั้ง ในช่วง 1-2 สัปดาห์
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ และมาพบแพทย์ หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์
- ควรงดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 45 วัน
A/P รีแพร์ การรักษาเพื่อแก้ไขปัญหา
- กรณีที่มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ปัสสาวะซึมออกมา เมื่อมีการจาม
การทำ A/P รีแพร์ คนไข้จะต้องพักที่โรงพยาบาลประมาณ 4 วัน และควรงดการมีเพศสัมพันธ์ 45- 60 วัน
ขั้นตอนการทำ A/P รีแพร์
- แพทย์จะพิจารณาใช้ยาชาหรือวางยาสลบ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะใช้วิธีวางยาสลบเพื่อให้คนไข้นอนหลับและไม่รู้สึกตัวในระหว่างการผ่าตัด คนไข้จะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ในระหว่างการผ่าตัด
- การผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดและตกแต่งทั้งด้านหน้าและด้านหลังของผนังช่องคลอด รวมไปถึงกระบังลมที่หย่อนยานลงมา เพื่อแก้ไขปัญหาและอาการต่างๆที่พบ
- การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาการที่ต้องแก้ไขว่ามีมากน้อยเพียงใด
- หลังจากผ่าตัด แพทย์จะให้คนไข้นอนพักที่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน เพื่อดูแลแผลและอาการหลังการผ่าตัด
รีแพร์ การรักษาเพื่อแก้ไขปัญหา
- ช่องคลอดหย่อนยาน เนื่องจากอยู่กับคู่สมรสเป็นเวลานาน
- เนื่องจากการคลอดบุตร ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดหย่อนยานและกว้างขึ้น
- มดลูกหย่อนยาน ทำให้ปวดท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์
ขั้นตอนการทำรีแพร์
- การทำรีแพร์ควรเป็นช่วงก่อนมีประจำเดือน 2 อาทิตย์เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของประจำเดือน
- งดน้ำและอาหารก่อนทำอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
- ใช้เวลาผ่าตัดไม่เกิน 1 ชั่วโมงและกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาล
การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชโดยเลเซอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
กลับไปหน้าแรก
ภาพประกอบศัลยกรรมตกแต่งทางสูติ-นรีเวช
จุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงส่วนประกอบของร่างกายที่บางท่านอาจจะไม่รู้จักว่า เวลาทำการรักษาหรือตกแต่งทางด้านศัลยกรรมว่าอยู่ตรงส่วนใดบ้าง หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับการทำรีแพร์ ว่าส่วนประกอบของร่างกายเรียกว่าอะไร เช่น
คลิกที่ภาพดูภาพขนาดใหญ่
- การผ่าตัดยกมดลูก
- การฉีดไขมัน
- การฉีดเสริม G-Spot
- การตกแต่งแคมใหญ่
- การแก้ไขแคมใหญ่ผิดรูป
- การตกแต่งแคมเล็ก
- การตกแต่งปากช่องคลอด
- การฉีดไขมันแคมใหญ่
- การตกแต่งหนังหุ้มคลิตอริส
- การแก้ไขปัสสาวะเล็ด
- การตกแต่งช่องคลอดในคนไม่มีบุตร
- การตกแต่งรอยย่นบริเวณปากช่องคลอด
- การแก้ไขกระบังลมหย่อนโดยแผ่นพยุง
- การแก้ไขกระบังลมหย่อน
- การตกแต่งช่องคลอด เป็นต้น
ทั้งนี้ราคาค่าใช้จ่ายที่แสดงในรูปภาพประกอบ ให้สอบถามค่าใช้จ่ายจริง ณ.เวลานั้นอีกครั้ง
กลับไปหน้าแรก
ตกแต่งเยื่อพรหมจารี (VG)
เยื่อพรหมจารีอาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความบริสุทธิ์ของลูกผู้หญิงบางคน ความจริงแล้วเยื่อพรหมจารี คือ เยื่อบุปากช่องคลอด ที่ทำหน้าที่ป้องกันสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมเข้าช่องคลอด แต่ผู้ชายมักจะยึดถือว่าเยื่อพรหมจารีนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้หญิง จึงทำให้ลูกผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องรักษาไว้ให้แก่คนรักเมื่อเวลาอันสำคัญนั้นมาถึง
เยื่อพรหมจารี (HYMEN)คือเนื้อเยื่อบางๆอยู่บริเวณปากช่องคลอด มีความหนาประมาณ 2-3 มม.เท่านั้น ดังนั้นเยื่อพรหมจารีอาจฉีดขาดได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และนั่นหมายถึงผู้หญิงคนนั้นยังคงบริสุทธิ์อยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่เนื้อเยื่อพรหมจารีได้ฉีดขาดไปแล้วเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เยื่อพรหมจารีฉีดขาดได้มีหลายอย่าง เช่น อาจเกิดเนื่องจากการออกกำลังกาย การขี่จักรยาน การขี่ม้า การเต้นแอโรบิก การเล่นกีฬาหรือเล่นยิมนาสติก และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดจากอุบัติเหตุได้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์หรือถูกละเมิดทางเพศเท่านั้น
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ควรไปพบแพทย์ในช่วงหลังจากมีประจำเดือนแล้ว 1-2 วัน หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน 2 อาทิตย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประจำเดือนไปเปรอะเปื้อนแผลผ่าตัด ซึ่งจะทำให้แผลหายเร็วและไม่เกิดการอักเสบขึ้น แนะนำงดน้ำและอาหาร อย่างน้อย 6 ช.ม.
ขั้นตอนการผ่าตัด
- การผ่าตัดตกแต่งเยื่อพรหมจารี คุณสามารถรับการผ่าตัดหลังจากแพทย์ตรวจได้เลยโดยไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารมาก่อน
- แพทย์จะใช้ยาชาฉีดบริเวณรอบๆอวัยวะเพศก่อนการผ่าตัดตกแต่ง คุณจะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดในระหว่างการรักษา
- แพทย์จะเย็บตกแต่งเยื่อพรหมจารีให้ติดกันเหมือนเดิม โดยใช้เวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 1 ชม.
- หลังจากการผ่าตัด แพทย์จะให้คำแนะนำในเรื่องการดูแลแผลหลังผ่าตัดอีกครั้ง หลังจากที่แพทย์ทำการผ่าตัดตกแต่งเยื่อพรหมจารีเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องนอนพักค้างคืนที่โรงพยาบาล
การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด
- ในระยะ 2-3 วันแรกควรงดการทำงานหนักไม่ควรวิ่งหรือออกกำลังกาย
- ควรรับประทานยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการอักเสบของแผล
- หลังการผ่าตัด 7 วัน ควรมาพบแพทย์ตามที่นัดไว้ เพื่อให้แพทย์ตรวจสภาพของการสมานแผลและผลการผ่าตัด หากมีข้อสงสัยใดๆเพิ่มเติม สามารถสอบถามหรือปรึกษาแพทย์ได้
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
- ควรมีเวลาพักรักษาตัวที่บ้านต่อ 2-3 วัน สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ เพราะแพทย์จะปิดแผลผ่าตัดด้วยวัสดุการแพทย์ที่กันน้ำ
- งดออกกำลังกายและยกของหนัก 4 สัปดาห์
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ แพทย์จะนัดดูแผล 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด
- งดมีเพศสัมพันธ์ 45 วัน
การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชโดยเลเซอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
กลับไปหน้าแรก
ตกแต่งแคมเล็ก (LABIA)
แคมเล็กเป็นเนื้อเยื่อบริเวณปากช่องคลอดแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน บางคนมีขนาดปกติ แต่บางคนมีขนาดใหญ่มากจนโผล่พ้นแคมใหญ่หรือแคมนอกออกมา เมื่อแคมเล็กยื่นออกมามากกว่าปกติ นอกจากจะทำให้ไม่สวยแล้ว ยังจะทำให้เกิดการอักเสบได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน และอาจมีอาการเจ็บปวดเวลาที่สวมกางเกงรัดรูปหรือขณะมีเพศสัมพันธ์
สาเหตุที่ทำให้แคมเล็กผิดปกติ
- ส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด เมื่ออายุมากขึ้นเนื้อเยื่อบริเวณแคมเล็กจะขยายตัวมากขึ้นและยื่นออกมาจนผิดปกติ
- เกิดจากภาวะที่มีการดึงรั้งบริเวณแคมเล็กบ่อยๆ ทำให้ผิวหนังมีการยืดตัวแล้วหดกลับไม่เท่ากัน
- ในภาวะตั้งครรภ์ หรือช่วงที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากๆจะมีการสะสมของไขมันมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลทำให้แคมเล็กมีลักษณะโตผิดปกติได้
- เกิดจากการมีอายุมากขึ้น มีการลดของไขมันใต้ผิวหนังทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนี้เกิดการหย่อนยาน
ขั้นตอนการตกแต่งแคมเล็ก
- เป็นเพียงการผ่าตัดเล็กซึ่งไม่ต้องดมยา คุณสามารถรับการผ่าตัดได้เลยโดยต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำการผ่าตัด
- แพทย์จะทำการฉีดยาชารอบๆบริเวณที่จะทำการตกแต่ง คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดในขณะผ่าตัด
- แพทย์จะทำการผ่าตัดเฉพาะส่วนของแคมเล็กที่ยื่นผิดปกติออกมาตกแต่งให้เล็กลง หรือใกล้เคียงกับขนาดปกติมากที่สุด
- ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 45 นาที และเส้นไหมที่ใช้จะเป็นไหมละลาย ทำให้ไม่ต้องตัดไหมในภายหลัง
- แผลผ่าตัด จะมีอาการบวมเพียงเล็กน้อยประมาณ 3-5 วัน หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อยๆลดลงและหายเป็นปกติใน 1-2 สัปดาห์ หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดตกแต่งแคมเล็ก คุณสามารถกลับบ้านได้เลย
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
- ควรใช้น้ำสะอาด ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะ เช้า -เย็น และหลังปัสสาวะหรืออุจจาระทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดการอักเสบ
- อาบน้ำ ฟอกสบู่ ทำความสะอาดเบาๆ ได้ตามปกติ
- รับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ชั่วคราว
- ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 30 วัน พบแพทย์ตามที่แพทย์นัดตรวจทุกครั้ง
การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งทางนรีเวชโดยเลเซอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
กลับไปหน้าแรก
ล้างลำไส้ (DETOX)
DETOX – ล้างลำไส้คืออะไรวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากๆในการทำความสะอาดและกำจัดของเสียต่างๆออกจากลำไส้ ด้วยการใช้น้ำอุ่นปริมาณ 25 ลิตร โดยวิธีการปล่อยให้น้ำไหลช้าๆเข้าไปทางทวารหนักทีละน้อยๆ ผ่านหลอดสวนที่สอดเข้าทางทวารหนักลึกเพียง 2 นิ้ว ในขณะเดียวกันผู้ป่วยก็จะถ่ายเอาของเสียและน้ำออกจากลำไส้ด้วยการเบ่งเหมือนกับการถ่ายอุจจาระตาม ปกติซึ่งปริมาณของน้ำที่ไหลเข้า ไปในลำไส้แต่ละครั้งไม่ถึง 1 ลิตร ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับของเสียผ่านทางทวารหนักและผ่านออกข้างๆหลอดสวน โดยไม่ต้องถอดหลอดสวนออก ทำหมุนเวียนเช่นนี้จนน้ำหมด 25 ลิตร ลำไส้จะสะอาดขึ้นและรู้สึกโล่งขึ้นในทันที
การล้างลำไส้จะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกาย แต่อาจมีบ้างในบางกรณีที่เป็นผลมาจากการบีบรัดของลำไส้ที่ออกมาในลักษณะของการปวดเบ่ง หรือปวดถ่ายมากกว่า โดยมากแพทย์ที่ทำการรักษาจะมีความชำนาญสูงจนผู้ป่วยไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการเจ็บที่อาจเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกพอใจการรักษาที่เต็มไปด้วยความสะอาดและปลอดภัย บางครั้งระหว่างทำการรักษากล้ามเนื้อลำไส้อาจจะหดเกร็งอย่างทันทีทันใด อันเนื่องมาจากการกระตุ้นของน้ำ เกลือแร่ หรือกาแฟ อาการที่เกิดตามมาอาจจะเป็นอาการตึงที่บริเวณช่องท้อง หรือเกิดลมในช่องท้อง อย่างไรก็ดีอาการเหล่านี้จะเป็นไม่ค่อยมากและเป็นอยู่เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น
การสวนล้างลำไส้ ควรต้องรักษาอย่างต่อเนื่องหรือไม่นั้นต้องดูวัตถุประสงค์ของการรักษาของผู้ป่วยก่อน เช่น ถ้ามาทำการรักษาเพื่อให้อาการโรคเรื้อรังดีขึ้น เพื่อลดไข้ เพื่อลดอาการปวดหลังหรือปวดศีรษะ จำเป็นจะต้องทำหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์จนอาการดีขึ้น และถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาอาการ ท้องผูกอย่างถาวร ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวตามปกติและเพื่อให้ร่างกายสดชื่น ก็ควรล้างลำไส้ทุก 1 เดือน จนกว่าอาการท้องผูกจะดีขึ้นพร้อมทั้งต้องดูแลเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานมีการออกกำลังกายเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต มีการสวนล้างลำไส้อย่างสม่ำเสมอส่วนว่าจะบ่อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภาวะร่างกายของแต่ละบุคคลและผลการรักษาอย่างไรก็ตามแพทย์เชื่อว่า การสวนล้างลำไส้อย่างต่อเนื่องจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยในการรักษาและป้องกันโรคต่างๆ
การล้างลำไส้ (DETOX)จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป เนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมดจึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน เป็นอุจจาระ เนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตาย พยาธิและน้ำ เมือกที่ถูกสะสมไว้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่างๆของโรค
ประโยชน์ของการล้างลำไส้
- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ
- ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
- ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆตลอดเวลา
- เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
- เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
- มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
- โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง
- ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น
ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการสวนล้างลำไส้เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย
การล้างลำไส้ มีประโยชน์และผลดีดังนี้
- ช่วยทำความสะอาดลำไส้ อุจจาระ แบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่างๆจะถูกชะล้างออกไปซึ่งในระยะยาวร่างกายก็จะไม่เกิด การสะสมสารพิษเหล่านี้ เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปลำไส้จะ สามารถทำงานได้ตามปกติ
- เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส้ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลงและทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วยส่งเสริม กล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น โดยปกติลำไส้มีหน้าที่กำจัดของเสียก็อาจเป็นไปโดยไม่สมบูรณ์ กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้ อย่างเป็นจังหวะจะช่วยทำให้การผลักดันของเสีย เช่น กากอาหารและ อุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้นและไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
- ทำให้ลำไส้มีขนาดปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติจะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา การสวนล้างลำไส้ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตัน บริเวณนั้นทำให้ลำไส้มีรูปร่างปกติตามธรรมชาติ ซึ่งการรักษาทางยาหรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น
- กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆในร่างกาย อวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง การล้างลำไส้เป็นการช่วย กระตุ้นจุดที่ว่านี้ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลืองและการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น
- ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 60-70% การสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ร่างกายโดยรวมจะสามารถดูดซึมน้ำเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆเพื่อให้ เซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับละลายและเจือจางเมือกที่สะสมอยู่ในผนังลำไส้ให้ขับออกได้สะดวกขึ้น
ขั้นตอนในการสวนล้างลำไส้มีดังนี้
- คนไข้เตรียมตัวทำการสวนล้างลำไส้โดยเปลี่ยนเสื้อผ้าและนอนบนเตียงล้างลำไส้ (COLONIC BED) แพทย์จะสอดหลอดสวนเล็ก ๆ เข้าทางทวารหนักอย่างนุ่มนวล ความลึกเพียง 2 นิ้ว
- แพทย์จะทำการปล่อยน้ำอุ่นที่ผสมเกลือแร่เข้าสู่ลำไส้อย่างช้า ๆ เมื่อจำนวนน้ำไหลเข้าทางทวารหนักประมาณ 1 ลิตร คนไข้จะรู้สึกอยากถ่าย ก็สามารถถ่ายออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องกลั้น
- เมื่อเบ่งอุจจาระและน้ำที่ไหลเข้่าไปจำนวน 1 ลิตร จะถูกขับถ่ายไหลผ่านข้าง ๆ หลอดสวนที่คาอยู่ตรงทวารหนัก โดยผู้ป่วยไม่ต้องลุกออกจากเตียงนอนและไม่ต้องถอดหลอดสวนล้างแต่อย่างใด
- เมื่อคนไข้ถ่ายอุจจาระและน้ำออกมาจำนวนหนึ่ง น้ำใหม่ก็จะไหลเข้าสู่ทวารหนักผ่านหลอดสวนเดิมอีก เมื่อน้ำไหลเข้าไปได้อีก 1-2 ลิตร ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดถ่ายเป็นครั้งที่ 2 และสามารถเบ่งถ่ายออกมาได้ ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ จนน้ำในเครื่องหมด 25 ลิตร
- ระหว่างการถ่ายของเสีย และน้ำที่ไหลเข้าไป คนไข้สามารถมอบผ่านกระจกเห็นซากตะกรันและเศษอาหารที่ถ่ายออกมา ไหลผ่านท่อระบายใสที่ตั้งไว้ ในบางคนจะเห็นคราบตะกรันสีดำเป็นเม็ด ๆ หรือเป็นก้อนที่จับคราบไว้เป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้คือสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย
- ระหว่างการสวนล้างลำไส้ แพทย์หรือพยาบาลจะทำการนวดหน้าท้อง เพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหวให้ตะกรันที่จับเป็นคราบได้หลุดออกจากผนังลำไส้ และขับถ่ายออกทิ้งไป
- เมื่อน้ำหมดถังแล้ว แพทย์จะทำการถอดสายสวนออกและให้คนไข้ถ่ายจนหมดก่อน จึงทำความสะอาดร่างกาย ถือเป็นการสิ้นสุดการสวนล้างลำไส้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที
- คนไข้สามารถกลับบ้านหรือไปทำงานได้ และสามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ
กลับไปหน้าแรก
คีเลชั่นบำบัด
รักษาและฟื้นฟูหลอดเลือดในกลุ่มโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน ที่มีสาเหตุจากการสะสมของโลหะหนักในร่างกาย
คีเลชั่นบำบัด ChelationTherapy ทางเลือกใหม่เพื่อฟื้นฟูเส้นเลือดในร่างกาย
ร่างกายคนเรามีโอกาสรับสารพิษอยู่ตลอดเวลาทั้งจากอากาศ อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น อากาศมีสารโลหะหนัก ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์จากท่อไอเสียเครื่องยนต์ อาหารมีสารฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต สารปรุงแต่ง เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ต่างๆ มีสี สารระเหย เป็นต้น
เมื่อสารพิษหรือสารโลหะส่วนเกินเข้าสู่ร่างกาย จะเกาะสะสมตามผนังหลอดเลือดหรือตกค้างในน้ำเลือด ทำให้เกิดปัญหาผนังหลอดเลือดอักเสบ ขรุขระ เส้นเลือดแข็งหรือตีบแคบอุดตัน ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนการลำเลียงไม่ดีก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด และโรคความเสื่อมตามอวัยวะต่างๆ
เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารพิษดังกล่าวได้ แต่สามารถปกป้องร่างกายไม่ให้ได้รับอันตรายจากสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยการทำ คีเลชั่นบำบัด โดยการแพทย์ ทางเลือกด้วยการขจัดสารโลหะหนัก และตะกอนคอเลสเตอรอลที่จับตัวอยู่ตามหลอดเลือดจนเส้นเลือดแข็ง
คีเลชั่นบำบัด คือการใช้สารเคมีบางอย่าง(เช่น โปรตีนสังเคราะห์ EDTA)เข้าไปจับตัวกับอนุภาคของโลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว สารปรอท แคดเมี่ยม และโลหะหนักอื่นๆในร่างกายของมนุษย์ หลังจากนั้นสารนี้จะถูกนำออกจากร่างกายโดยการขับออกมาทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่
คีเลชั่นบำบัด ใช้รักษากับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ
- เส้นเลือดหัวใจตีบ
- ความดันโลหิตสูง
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เบาหวาน ภาวะนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย
- ผู้ที่ตรวจพบสารพิษและโลหะหนักในร่างกายจำนวนมาก
- ผู้ที่มีพฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสหวานจัด มันจัด เนื้อสัตว์ ของทอด ปิ้ง ย่าง
- ผู้ที่มีภาวะเครียดอยู่เป็นเวลานาน
- ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- สตรีที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์
คีเลชั่นบำบัด ควรทำบ่อยแค่ไหน
ในแต่ละบุคคลจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลและผลที่ได้ภายหลังการทำคีเลชั่น โดยทั่วไปในรายของคนที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบอาจต้องเข้ารับการ บำบัดด้วยคีเลชั่นประมาณ 20 ครั้ง
การปฏิบัติตัวเมื่อทำคีเลชั่นบำบัด
- ก่อนทำควรพบแพทย์และตรวจระดับการทำงานของไต
- ระหว่างที่ร่างกายกำจัดสารพิษและลดโลหะหนักสะสม ไตจะทำงานเพิ่มขึ้น ควรดื่มน้ำสะอาดมากขึ้น
- ควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในรูปอาหารเสริมเพิ่มขึ้นจากอาหารประจำวัน เพราะอาจมีการสูญเสียแร่ธาตุไปบ้างในระหว่างการทำคีเลชั่น
คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังทำคีเลชั่นบำบัด
- ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวันเป็นเวลา 3 วัน หลังจากทำคีเลชั่นบำบัดเพื่อให้ช่วยนำพาสารพิษขับออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น
- กลางคืนนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง เนื่องจากหลังทำคีเลชั่นอาจมีอาการอ่อนเพลียซึ่งเป็นผลจากการขับสารพิษออก จากร่างกาย
- หลังการทำคีเลชั่นบำบัด สามารถรับประทานยาที่รับประทานอยู่ประจำได้ตามปกติและควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ตามที่แพทย์จัดให้
- อาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้กับผู้ป่วยน้อยรายควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือดื่มน้ำผลไม้ทดแทน ซึ่งอาการจะทุเลาลงและหายไปเอง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นกรุณาติดต่อแพทย์ที่โรงพยาบาลยันฮี
- ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของสารสีผสมอาหาร อาหารทะเลที่มีตะกั่วปนเปื้อน เป็นต้น
กลับไปหน้าแรก