บริการอื่น ๆ เพิ่มเติม

SEP 08 2010

รับส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์การรักษา โดยที่ท่านสามารถระบุแพทย์ได้หรือกรณีไม่ทราบเราสามารถแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ท่านได้ เช่น
นพ.ธวัชชัย บุญพัฒนพงษ์,นพ.ปราโมทย์ มนูรังสี,นพ.วิเชียร ว่องวงศ์ศรี,นพ.วิทวัส อังคทะวานิช, นพ.วิรัตน์ โอสถาเลิศ,นพ.สมบูรณ์ ธรรมรังรอง,นพ.สานิจ พงคพนาไกร, นพ.สุกิจ วรธำรง,นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์,นพ.สมศักดิ์ ชุลีวัฒนะพงศ์,นพ.ไกรฤทธิ์ ติยะกุล, นพ.กิตติชัย สิปิยารักษ์,นพ.พิชญ์ ไพบูลย์เกษมสุทธิ,นพ.กรีชาติ พรสินศิริรักษ์ เป็นต้น
โดยท่านจะได้รับความสะดวกในการจองคิวนัดแพทย์ล่วงหน้าและในวันที่ท่านมาโรงพยาบาลจะมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่าน โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้เรายังมอบบัตรส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์บริการภายในของรพ.ยันฮี เพื่อใช้ยื่นลดเปอร์เซ็นต์กับแคชเชียร์ของรพ.ยันฮี อีกด้วย
หากมีคำถามหรือมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรม เช่น ค่าใช้จ่าย เลือกหรือปรึกษาคุณหมอท่านใด การเตรียมตัวก่อน-หลังผ่าตัด อย่างไรบ้าง การแก้ไขในส่วนของที่ทำมาแล้วหรือทำมาจากที่อื่น เป็นต้น
สามารถสอบถามได้จากที่นี่เลยค่ะ สอบถาม-พูดคุยเรื่องศัลยกรรม

ลดความอ้วน

ความอ้วนสามารถสร้างปัญหาสารพันให้กับคุณได้ เช่น เรื่องบุคลิกภาพ ทำให้ หมดความมั่นใจที่จะเข้าสังคมและยังมีอีกปัญหาก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพ ความอ้วนทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ กระดูกเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน ฯลฯ
สาเหตุของโรคอ้วน
- การรับประทานอาหารมากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย(ข้อนี้เป็น สาเหตุใหญ่ที่สุด)
- สตรีวัยหมดประจำเดือน น้ำหนักมักจะเพิ่มขึ้น
คนสูงอายุ ถ้าไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารที่รับประทานจะทำให้อ้วนง่าย เนื่องจากการเผาผลาญของร่างกายลดน้อยลง
- ภาวะจิตใจผิดปกติ เช่น หงุดหงิด เครียด อารมณ์เสีย จะทำให้รับประทานอาหารได้มากและจุกจิก
- ภาวะผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะบกพร่องของต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ตับอ่อน เป็นต้น
เมื่อคุณทราบสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือ"อ้วน"กันแล้ว คุณก็ต้องรู้จักระมัดระวังหรือป้องกันไม่ให้ความอ้วนเข้ามาบั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอย่างไม่คาดคิด
วิธีลดความอ้วน มีให้คุณได้เลือกปฏิบัติหลากหลายวิธี คือ
- การควบคุมอาหารด้วยความตั้งใจปฏิบัติ โดยลดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาล ควรรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ควรรับ ประทานอาหาร 3 มื้อ และรับประทานให้ตรงเวลาในปริมาณที่พอเหมาะ เน้นการทานผักและผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด ส่วนสารอาหารจำพวก โปรตีนควรรับประทานเนื้อจากสัตว์น้ำ เช่น ปู กุ้ง ปลา มากกว่าเนื้อจากสัตว์บก เช่น หมู เป็ด ไก่ วัว ฯลฯ และควรเป็นเนื้อที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยการทอด เนื่องจากน้ำมันทุกชนิดให้พลังงาน(แคลอรี่)สูงมาก
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15-30 นาที ควบคู่กับการควบคุมอาหาร
- การใช้ยาทั้งแผนปัจจุบันและสมุนไพร
- การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งในกรณีที่อ้วนมาก ลดน้ำหนักไม่ลง
การรักษาด้วยการใช้ยา
ยาลดความอ้วน เป็นยาที่มีฤทธิ์กว้างช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานสำหรับร่างกาย และช่วยลดความหิว ความอยากอาหาร ดังนั้นการใช้ยาให้ได้ผลและปลอดภัย คุณควรทานยาตามคำแนะนำและภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเป็นอันขาด เพราะอาจเกิดการแพ้ยาหรือได้ยาเกินขนาดหรือได้ยาที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ในปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาใช้ในการลดความอ้วนซึ่งจะมีผลข้างเคียงน้อยมากหรือไม่มีเลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องไม่ลืมในระหว่างการใช้ยาลดน้ำหนัก ก็คือ ต้องรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ตามคำแนะนำของแพทย์ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
สำหรับคุณที่เลือกใช้ยาลดความอ้วนในการลดน้ำหนัก ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลในการรักษา และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลดน้ำหนักดังนี้
- เมื่อน้ำหนักลดลงตามที่ต้องการแล้ว ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อปรับขนาดยาให้ลดลงและเพื่อให้น้ำหนักคงที่
- หลังจากหยุดทานยา ควรรับประทานอาหารแค่พออิ่ม
- ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ควรทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีนึ่ง เผา ย่าง และต้ม
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม
- ควรรับประทานอาหารเฉพาะในมื้ออาหาร
- ควรหลีกเลี่ยงการวางอาหารจานโปรดหรือของว่างไว้ใกล้ตัว
- ควรเตรียมอาหารหรือซื้ออาหารให้พอดีไม่ควรเหลือเพราะจะทำให้ทานมากเกินไป เนื่องจากความเสียดาย
- ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ0เป็นการใช้พลังงานเพื่อลดไขมันส่วนเกิน
การลดความอ้วนด้วยวิธีการใช้ยา ควรจะปรึกษาและรับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ยาควบคุมน้ำหนัก ไม่ควรจะไปซื้อยามาทานเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

กลับไปหน้าแรก

ปลูกและรักษาเส้นผม

ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน นับเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพและความเชื่อมั่นในตนเอง พบว่าร้อยละ 90% ของผู้ที่มีศีรษะล้านมาจากพันธุกรรม สำหรับการแก้ไขมีหลายวิธี เช่น การรับประทานยา การใส่วิกผมหรือทอผม เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวิธีการรักษาที่ได้ผลเป็นอย่างดี นั่นคือการปลูกผมจริง
วิธีการปลูกผมจริง
- แพทย์จะฉีดยาชา หรือให้ยานอนหลับอย่างอ่อน
- จะทำการย้ายรากผมจากบริเวณท้ายทอย ซึ่งเมื่อหายดีแล้วจะมองเห็นรอยแผลไม่ชัดเจน แล้วนำมาแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปปลูกในบริเวณที่ไม่มีผม
- แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษเปิดให้มีช่องบริเวณหนังศีรษะที่ไม่มีผม แล้วใส่รากผมที่เตรียมไว้ลงไป
- หลังการรักษาสามารถกลับบ้านได้เลย
ข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัดปลูกผม 24 ชั่วโมง
- ภายใน 24 ชม.แรกหลังการผ่าตัด ห้ามสัมผัสแผล ทำแผล ซับเลือด สระผม หรือถูกน้ำบริเวณที่ปลูกผม
- หลังการปลูกผมควรนอนในท่าที่ศีรษะสูงในช่วง 2-3 วันแรก โดนหนุนหมอน 2-3 ใบ
- ควรงดสระผมหลังการปลูกผม 24 ชั่วโมง หลังครบ 24 ชั่วโมง ให้สระผมได้ด้วยแชมพูและทิ้งแชมพูไว้บนศีรษะประมาณ 15 นาที เพื่อให้สะเก็ดนิ่ม โดยให้สระผมทุกวัน ๆละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
- ควรงดสูบบุหรี่
- ผ้ารัดศีรษะ(Head Band) ให้รัด 4-5 วันหลังปลูกผมเสร็จแล้วจึงเอาออกได้
- หลังการผ่าตัดปลูกผม 7 วัน แพทย์อาจจะนัดตัดไหมบริเวณท้ายทอย
- ระวังในการขึ้นหรือลงรถยนต์ในขณะที่ศีรษะของท่านยังชาอยู่ การกระแทกของศีรษะอาจจะทำให้เส้นผมที่ปลูกอยู่หลุดได้
- ไม่ควรขับรถยนต์กลับบ้านเองหลังการผ่าตัดปลูกผม เนื่องจากฤทธิ์ของยานอนหลับอาจจะยังไม่หมด
- ในกรณีที่มีอาการบวมบริเวณศีรษะหรือหนังตาหลังผ่าตัด อาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณหน้าผากได้ แต่ห้ามประคบน้ำแข็งบริเวณศีรษะที่ได้รับปลูกผมเด็ดขาด
- ในกรณีที่มีสะเก็ดเลือดบริเวณผ่าตัดปลูกผม ห้ามแกะเด็ดขาด สะเก็ดเลือดเหล่านี้จะหลุดเองโดยธรรมชาติ ภายใน 2 สัปดาห์

กลับไปหน้าแรก

เปลี่ยนเสียง

เปลี่ยนเสียง-แก้ไขเสียงแหบ เพื่อน้ำเสียงที่ชวนฟัง
"เสียง"เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสนทนาและยังเป็นสัญลักษณ์ทางเพศอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นหญิงหรือชาย เสียงจะเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของคนๆนั้น
"เสียงแหบ" จะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการใช้เสียงที่มากเกินไป หรือผิดวิธี หรือมีโรคติดเชื้อที่สายเสียงหรือเกิดอุบัติเหตุใดๆก็ตามที่กระทบกระเทือนต่อกล่องเสียง และสายเสียงจนมีผลทำให้การทำงานของสายเสียงผิดปกติไป ดังนั้นต้องมีการตรวจอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะ กับโรคนั้นๆ
"เปลี่ยนเสียง"เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าและเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้สามารถผ่าตัดกล่องเสียงเพื่อยกระดับความถี่ของเสียงที่ห้าวๆ ต่ำๆ ให้เปลี่ยนเป็นเสียงที่เล็กแหลมและสูงขึ้นได้ และยังรวมทั้งการลบความแหลมนูนเด่นของลูกกระเดือกออกไปด้วยในการผ่าตัดครั้งเดียวกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจในการสนทนาและความสวยงามมากขึ้นได้ในสาวประเภทสอง สิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง ให้มากขึ้นด้วย
- ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1-2 ชม.
- วิธีนี้จะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก 1-2 ซม.ที่บริเวณลูกกระเดือกแผลผ่าตัดใช้เวลา 7 วันจะติดสนิทและตัดไหมได้
- นอนพักโรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน
การเตรียมตัวก่อนการรักษา
- ควรได้รับการตรวจสภาพการทำงานของกล่องเสียงและสายเสียงโดยละเอียดได้แก่ ความพลิ้วไหวของสายเสียง ความถี่ของสายเสียง โครงสร้างและรูปร่างของสายเสียง และกล่องเสียงความดังกังวานของเสียงก่อนทำการผ่าตัด
- ถ้ามีอาการไอมากหรือเป็นหวัดต้องรักษาให้บรรเทาก่อน
- งดน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมง ก่อนทำการผ่าตัด
- ถ้าคนไข้รับประทานยาชนิดใดอยู่เป็นประจำหรือสูบบุหรี่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยเพราะยาบางชนิด และบุหรี่มีผลต่อการสมานแผลผ่าตัด
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
หลังการผ่าตัดต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล 2 วัน เพื่อจะได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และแพทย์จะได้แนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องดังนี้
- หลังผ่าตัดต้องงดการออกเสียงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ให้สื่อสารโดยการเขียนแทนเพื่อรอให้มีการสมานแผลเรียบร้อยดีก่อน
- งดการไอ ขากเสมหะแรงๆ เพื่อไม่ให้สายเสียงบวม
- งดอาหารที่กรอบๆ แข็งๆ ที่กระตุ้นการไอหรือระคายคอเป็นเวลา 2 สัปดาห์
- เริ่มรับประทานอาหารอ่อนๆได้ และยาฮอร์โมน(ถ้ามี)ในวันรุ่งขึ้น
- ให้พบแพทย์ตามนัด 1 สัปดาห์เพื่อตัดไหม(ถ้ามีแผลเย็บ) พร้อมกับตรวจสภาพการทำงานของสายเสียง โดยละเอียดและฝึกการออกเสียงโดยละเอียดและฝึกการออกเสียง(Speech Therapy) หลังการผ่าตัด กรณีผ่าตัดรักษาเสียงแหบ
- ในผู้ป่วยที่เส้นเสียงแหบจากก้อนเนื้อที่สายเสียงหรือสายเสียงที่มีการทำงานลดลง จากสาเหตุดังข้างต้น
- ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบแล้วผ่าตัดโดยการส่องกล้องเดินทางช่องปากไปถึงสายเสียง
- ไม่มีบาดแผลภายนอก นอนพักโรงพยาบาล 2 วัน
กรณีผ่าตัดเปลี่ยนเสียงให้สูงขึ้น
จะทำกรณีที่ผู้ป่วยมีเสียงห้าวต่ำมากกว่าปกติ แล้วต้องการยกระดับความถี่ของเสียงตนเองให้เล็กแหลมสูงขึ้น(ส่วนมากเป็นสาวประเภทสอง)

กลับไปหน้าแรก

ฉีดโบท็อกซ์

เพื่อใบหน้าที่อ่อนวัยอีกครั้ง รอยย่นต่างๆบนใบหน้า เป็นปัญหาด้านความงามของผิวที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผิวพรรณที่ดีอย่างที่ต้องการ
สาเหตุของการเกิดรอยย่นบนใบหน้า
- อายุที่เพิ่มขึ้นตามวัย
- ถูกแสงแดดบ่อยๆ
- ผลข้างเคียงจากการใช้เครื่องสำอางมากเกินไป
- ความเครียด ความวิตกกังวล
- การทำงานของใบหน้าในลักษณะต่างๆ เช่น การที่ชอบขมวดคิ้ว การเลิกคิ้วเป็นประจำ หรือในบางคนที่ยิ้มแล้วมีรอยย่นที่หางตา(รอยตีนกา)
BOTOX ยาที่สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้า
โบท๊อกซ์ เป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาให้กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอย ลดการหดตัวลง จึงทำให้รอยย่นต่างๆ บนใบหน้าลบเลือนไปด้วย
ในปัจจุบันการฉีดยา BOTOX กำลังเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก เพราะใช้เวลาในการรักษาน้อยและได้ผลค่อนข้างดี
ขั้นตอนการรักษา
- แพทย์จะทายาชา หรือประคบด้วยน้ำแข็งบริเวณที่จะฉีดยา BOTOX่
- ฉีดยาเข้าบริเวณที่ต้องการลดรอยย่น โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที
- นั่งพักสักครู่และสามารถกลับบ้านได้เลย
- รอยย่นจะหายไปภายใน 3-7 วัน
การดูแลหลังการผ่าตัด
- อยู่ในท่าตรง นั่งหรือยืนและบริหารกล้ามเนื้อมัดที่ฉีดบ่อย ๆภายใน 3 ชั่วโมงแรกหลังฉีด
- ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดและใช้วิธีซับใบหน้าเบาๆ ไม่ควรนวดหรือถูหน้าแรงๆ ให้มาพบแพทย์ตามที่แพทย์นัด

กลับไปหน้าแรก

ผ่าตัดรัดกระเพาะ SAG-BAND

ลดความอ้วนด้วย การรัดกระเพาะให้เล็กลง
ลดความอ้วนด้วยการรัดกระเพาะให้เล็กลง โดยการใช้ SAG-Band เทคโนโลยีใหม่จาก Swedish Adjustable Gastric Band ที่ทำมากว่า 10 ปีในต่างประเทศ
SAG-BAND คืออะไร
SAGBAND (Swedish Adjustable Gastric Band) คือวิธีง่าย ๆ สำหรับผู้ที่ลดความอ้วนจากการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และรับประทานยาแล้วยังลดความอ้วนไม่ได้ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับของคนไข้จากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 10 ปี
SAG-BAND เป็นการผ่าตัดภายใต้กล้อง โดยการเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้องเพื่อนำสายรัดกระเพาะอาหารที่มีบัลลูนด้านใน รัดบริเวณส่วนต้นของกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะส่วน ที่ทำงานมีขนาดเล็กลง ผู้รับการรักษาจะกินน้อยและอิ่มนานไม่ค่อยหิว ซึ่งเป็นวิธีการลดและควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยที่มีความ อ้วนมาก ๆ สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้มากถึง 30 %
ข้อดีของการทำ SAG-Band
- SAG-Band รัดกระเพาะอาหารให้เล็กลง หรือกลับคืนสู่ขนาดเดิมได้ตามต้องการ
- การใช้ SAG-Band ทำให้กินอาหารได้น้อยลง เพราะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติจากที่ขนาดกระเพาะเล็กลง
- น้ำหนักลดลงอย่างสม่ำเสมอ
- ลดปัญหาความดันโลหิตสูง โรคไขข้อเสื่อม โรคเบาหวาน โรคหัวใจจากความอ้วน
- ทำให้บุคลิกภาพดีขึ้น
วิธีการผ่าตัด
แพทย์จะเริ่มด้วยการตรวจโรคประจำตัว ตรวจสอบประวัติการรักษา แล้วจึงทำการผ่าตัดด้วยกล้อง การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยการสอดเครื่องมือที่จะใช้ในการรัดกระเพาะลงไปในผิวหนังผ่านบริเวณท้องช่องเล็ก ๆ ที่แพทย์ได้เจาะไว้ ตัว SAG BAND จะถูกวางตำแหน่งบริเวณด้านบนของกระเพาะ เพื่อรัดกระเพาะให้มีขนาดเล็กลง อาหารที่รับประทานเข้าไปก็จะ เต็มกระเพาะได้เร็วขึ้น และผู้ป่วยก็จะรู้สึกอิ่มเร็ว เมื่อทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักของร่างกายก็จะลดลงตามปริมาณอาหารที่ได้ทานน้อยลง
การปฎิบัติตนหลังทำ SAG-Band
เพื่อให้ได้ผลที่ดีจากการรักษาด้วย SAG BAND ผู้ป่วยครจะปฏิบัติ ดังนี้
- รับประทานอาหาร 3 เวลาเป็นประจำทุกวัน
- รับประทานแต่อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงเท่านั้น
- ควรรับประทานอาหารช้า ๆ หยุดทันที เมื่อมีอาการอึดอัด หรืออิ่ม
- ไม่ควรรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ
- หลังจากทำ SAG BAND ใหม่ ๆ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แข็ง หรืออาหารที่ย่อยยาก เพราะอาจทำให้ SAG BAND เคลื่อนจากจุดที่กำหนดไว้
หลังจากน้ำหนักลดลงไป ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นจากโรคที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หืดหอบ โรคไขข้อ อาการปวดหลัง หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจ สุขภาพโดยทั่วไปก็ดีขึ้น กระฉับกระเฉง และคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีความมั่นใจในตัวเอง บุคลิกภาพดีขึ้น มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจอย่างเห็นได้ชัด

Review ผ่าตัดรัดกระเพาะยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจลดความอ้วน)

กลับไปหน้าแรก

การบริการ
มาตรฐาน ISO 9001 14001 และ JCI

โรงพยาบาลยันฮี เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองไทย เริ่มเปิดให้บริการเมื่อปีพ.ศ.2527 ในนามของ"ยันฮีโพลีคลีนิค" ตลอดระยะเวลากว่า 24 ปี

ได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรักษาและปริมาณผู้ป่วยที่มารับบริการ และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้มารับบริการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว
ทีมงานบริหารและคณะกรรมการบริษัทจึงได้ขยายยันฮีโพลีคลินิค เป็นโรงพยาบาลยันฮี

โรงพยาบาลยันฮี เป็นอาคารทันสมัยสูง 10 ชั้นบนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ สามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 400 เตียงและรองรับผู้ป่วยนอก ได้ถึงวันละ 2,000 คน โดยเปิดให้บริการรักษาด้านความสวยงามและโรคทั่วไปครบทุกสาขา

โรงพยาบาลยันฮี มีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครันทันสมัย เปิดให้บริการตรวจรักษาตลอด 24 ชั่วโมงโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ทำงานประจำโรงพยาบาลยันฮีกว่า 130 ท่าน แพทย์นอกเวลากว่า 125 ท่าน ทีมพยาบาลและบุคลากรอีกกว่า 1,500 ท่าน ที่พร้อมดูแลท่านอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นประดุจดังญาติมิตร

การขอส่วนลดพิเศษ

"ปิ่น" เป็น Sale ภายนอกของรพ.ยันฮีค่ะ ทำหน้าที่แนะนำลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยปิ่นจะออกหาลูกค้าจากข้างนอก รพ.และแนะนำให้เข้ามาใช้บริการ เนื่องจากปิ่นจะออกหาลูกค้าจากภายนอกดังกล่าวไปข้างต้น ซึ่งปิ่นจะค่อนข้างหาลูกค้าได้ลำบากกว่า Sale ภายในที่คอยรับลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาใน รพ.ยันฮี

ฉะนั้นทาง รพ.ยันฮี จึงให้สิทธิ Sale ภายนอกอย่างปิ่นให้สามารถทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นได้ ไม่ว่าลูกค้าจะใช้บริการที่ศูนย์บริการใดก็ตามใน รพ.ยันฮี ปิ่นก็ทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ใหุ้ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sale ภายนอกอย่างปิ่นจะเป็นเพียงแผนกเดียวที่สามารถทำเรื่องลดให้ลูกค้าได้ เพราะหาลูกค้าได้ยากน่ะค่ะ ซึ่งถ้าลูกค้าที่ Walk-in เข้ามาในรพ.โดยไม่ได้ติดต่อผ่านปิ่นก็จะไม่ได้ส่วนลดใด ๆเลยค่ะ

ทั้งนี้ลูกค้าที่ติดต่อผ่านปิ่นนั้นจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมเลยทั้งสิ้นค่ะ แถมปิ่นยังทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ได้ทุกศูนย์บริการใน รพ.ยันฮี อีกด้วย
เพียงแค่แจ้งชื่อ-นามสกุลของท่านเพื่อที่จะแจ้งทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ในวันที่ท่านเข้ามาใช้บริการที่ รพ.ยันฮี โดยแจ้งก่อนวันที่ท่านจะเข้ามารพ.อย่างน้อย 1 วัีนเท่านั้นเองค่ะ

แล้วปิ่นก็จะจัดการจองคิวนัดคุณหมอให้โดยลูกค้าสามารถระบุได้เลยค่ะว่าจะพบคุณหมออะไร แต่ถ้าลูกค้าไม่ทราบ ปิ่นก็จะแนะนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านที่ลูกค้าต้องการรักษาให้ค่ะ และวันที่ท่านเข้ามาที่ รพ. ปิ่นก็จะมาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่านด้วยค่ะ และลูกค้าก็ไม่ต้องกังวลนะคะว่าพอได้รับส่วนลดแล้ว จะได้วัสดุหรือบริการที่แตกต่างจากคนที่จ่ายเต็ม เพราะทุกอย่างจะเท่าเทียมกับลูกค้าที่จ่ายเต็มๆเลยค่ะ เพียงแต่ลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษในเรื่องของส่วนลดที่ได้จากปิ่นเท่านั้นเอง และลูกค้าก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลยค่ะ

ขอย้ำนะคะว่า"ลูกค้าที่ปิ่นทำเรื่องลดเปอร์เซนต์ให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมทั้งสิ้นเลย แถมยังได้ส่วนลดอีกต่างหาก ซึ่งเวลาชำระเงินที่แคชเชียร์ของ รพ.ลูกค้าก็จะจ่ายค่าใช้จ่ายในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นค่ะ"