การบริการ
- แก้ไขเสียงแหบ
- เปลี่ยนเสียงชายเป็นหญิง
- นอนกรน แบบไม่ผ่าตัด
- นอนกรน รักษายกเพดานอ่อน
- นอนกรน รักษาด้วย Pillar
- ปลูกเส้นผมจริง
- ลดน้ำหนักด้วยยา
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ฉีด BOTOX (สารโปรตีน)
- ซื้ื้อยาทั้งขวด(100 u/ขวด)
- ซื้ื้อยาทั้งขวด(100 u/ขวด)
- ซื้ื้อยาทั้งขวด(100 u/ขวด)
- ซื้ื้อยาทั้งขวด(100 u/ขวด)
- ซื้ื้อยาทั้งขวด(100 u/ขวด)
- นิ้วเทียม แบบแข็ง
- นิ้วเทียม แบบแข็ง
- นิ้วเทียม แบบแข็ง
- นิ้วเทียม แบบแข็ง
- ฝังตอโลหะในกระดูก
- ผ่าตัดนิ้วเท้ามาทำนิ้วมือ
- ผ่าตัดยืดนิ้ว
-
-
- ผ่าตัดเลื่อนเล็บ(เล็บงุ้ม)
- ผ่าตัดกระดูกฝ่าเท้า
- ถอดเหล็กประเภทบริการ
พัก รพ.2 วัน
พัก รพ.3 วัน
ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
พัก รพ.1 วัน
-
-
หรือสมุนไพร
รอยย่นหว่างคิ้ว
ริ้วรอยตื้น
รอยตีนกา
รอยย่นหน้าผาก
การฉีดลดเหงื่อ
รักษารอยย่นสันจมูก
ฉีดเพื่อลด Playsmall Band
ลดกล้ามเนื้อกราม
ลดน่อง
ฉีดเพิ่มเติมจาก Dose ปกติ
สำหรับตนเอง เฉพาะคนไทย
Artecoll
Aquamid(Poly-Gel)
Aquamid Re(Poly-Gel)
keloid(ฉีด Kenacort)
ไฟเบอร์-สั่งซื้อ
ซิลิโคน-สั่งซื้อ
อะคีลิค-ทำเอง
ซิลิโคน-ทำเอง
ผ่าตัด 2 ครั้งรวมตอไม่รวมนิ้ว
ผ่าตัด 2 ทีมแพทย์นอน 5-7 วัน
นัดยึดนิ้วต่อ 3-4 เดือน
ค่าเสื่อมราคา 15,000 บ.
ค่ามัดจำเครื่องมือ 20,000 บ.
-
รวมมือ 5-6 เดือนนอน 3 คืน
-ค่าใช้จ่าย
ราคา 40,000 บาท
ราคา 70,000 บาท
ราคา 12,000 บาท
ราคา 30,000 บาท
ราคา 35,000 บาท
ราคา 80 บาท/1 กร๊าฟ
ราคา 640 บาท/เดือน
ราคา 4,000 บาท(12-16 u)
ราคา 4,000 บาท(16 u)
ราคา 8,000 บาท(24-32 u)
ราคา 10,000 บาท(24-40 u)
ราคา 18,000 บาท(100 u)
ราคา 1,500 บาท(4-6 u)
ราคา 8,000 บาท(16-32 u)
ราคา 12,000 บาท(50 u)
ราคา 17,000 บาท(100 u)
ราคา 200 บาท(1 u)
ราคา 20,000 บาท
ราคา 15,000 บาท
ราคา 16,000 บาท
ราคา 16,500 บาท
ราคา 500-1,000 บาท
ราคา 8,000 บาท/นิ้ว
ราคา 15,000 บาท/นิ้ว
ราคา 17,000 บาท/นิ้ว
ราคา 28,000 บาท/นิ้ว
ราคา 50,000 บาท/นิ้ว
ราคา 80,000 บาท/นิ้ว
ราคา 70,000 บาท/นิ้ว
-
-
ราคา 30,000 บาท/นิ้ว
ราคา 80,000 บาท/นิ้ว
ราคา 10,000 บาท/นิ้ว
บริการอื่น ๆ เพิ่มเติม
รับส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์การรักษา โดยที่ท่านสามารถระบุแพทย์ได้หรือกรณีไม่ทราบเราสามารถแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ท่านได้ เช่น
นพ.ธวัชชัย บุญพัฒนพงษ์,นพ.ปราโมทย์ มนูรังสี,นพ.วิเชียร ว่องวงศ์ศรี,นพ.วิทวัส อังคทะวานิช,
นพ.วิรัตน์ โอสถาเลิศ,นพ.สมบูรณ์ ธรรมรังรอง,นพ.สานิจ พงคพนาไกร,
นพ.สุกิจ วรธำรง,นพ.สุทัศน์ คุณวโรตม์,นพ.สมศักดิ์ ชุลีวัฒนะพงศ์,นพ.ไกรฤทธิ์ ติยะกุล,
นพ.กิตติชัย สิปิยารักษ์,นพ.พิชญ์ ไพบูลย์เกษมสุทธิ,นพ.กรีชาติ พรสินศิริรักษ์ เป็นต้น
โดยท่านจะได้รับความสะดวกในการจองคิวนัดแพทย์ล่วงหน้าและในวันที่ท่านมาโรงพยาบาลจะมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ท่าน
โดยที่ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้เรายังมอบบัตรส่วนลดพิเศษสูงสุดทุกศูนย์บริการภายในของรพ.ยันฮี เพื่อใช้ยื่นลดเปอร์เซ็นต์กับแคชเชียร์ของรพ.ยันฮี อีกด้วย
หากมีคำถามหรือมีข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรม เช่น ค่าใช้จ่าย เลือกหรือปรึกษาคุณหมอท่านใด การเตรียมตัวก่อน-หลังผ่าตัด
อย่างไรบ้าง การแก้ไขในส่วนของที่ทำมาแล้วหรือทำมาจากที่อื่น เป็นต้น
สามารถสอบถามได้จากที่นี่เลยค่ะ สอบถาม-พูดคุยเรื่องศัลยกรรม

ลดความอ้วน
ความอ้วนสามารถสร้างปัญหาสารพันให้กับคุณได้ เช่น เรื่องบุคลิกภาพ ทำให้ หมดความมั่นใจที่จะเข้าสังคมและยังมีอีกปัญหาก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพ ความอ้วนทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ กระดูกเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน ฯลฯ
สาเหตุของโรคอ้วน
- การรับประทานอาหารมากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย(ข้อนี้เป็น สาเหตุใหญ่ที่สุด)
- สตรีวัยหมดประจำเดือน น้ำหนักมักจะเพิ่มขึ้น
คนสูงอายุ ถ้าไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารที่รับประทานจะทำให้อ้วนง่าย เนื่องจากการเผาผลาญของร่างกายลดน้อยลง
- ภาวะจิตใจผิดปกติ เช่น หงุดหงิด เครียด อารมณ์เสีย จะทำให้รับประทานอาหารได้มากและจุกจิก
- ภาวะผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะบกพร่องของต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ตับอ่อน เป็นต้น
เมื่อคุณทราบสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือ"อ้วน"กันแล้ว คุณก็ต้องรู้จักระมัดระวังหรือป้องกันไม่ให้ความอ้วนเข้ามาบั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอย่างไม่คาดคิด
วิธีลดความอ้วน มีให้คุณได้เลือกปฏิบัติหลากหลายวิธี คือ
- การควบคุมอาหารด้วยความตั้งใจปฏิบัติ โดยลดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาล ควรรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ควรรับ ประทานอาหาร 3 มื้อ และรับประทานให้ตรงเวลาในปริมาณที่พอเหมาะ เน้นการทานผักและผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด ส่วนสารอาหารจำพวก โปรตีนควรรับประทานเนื้อจากสัตว์น้ำ เช่น ปู กุ้ง ปลา มากกว่าเนื้อจากสัตว์บก เช่น หมู เป็ด ไก่ วัว ฯลฯ และควรเป็นเนื้อที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยการทอด เนื่องจากน้ำมันทุกชนิดให้พลังงาน(แคลอรี่)สูงมาก
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15-30 นาที ควบคู่กับการควบคุมอาหาร
- การใช้ยาทั้งแผนปัจจุบันและสมุนไพร
- การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งในกรณีที่อ้วนมาก ลดน้ำหนักไม่ลง
การรักษาด้วยการใช้ยา
ยาลดความอ้วน เป็นยาที่มีฤทธิ์กว้างช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานสำหรับร่างกาย และช่วยลดความหิว ความอยากอาหาร ดังนั้นการใช้ยาให้ได้ผลและปลอดภัย คุณควรทานยาตามคำแนะนำและภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเป็นอันขาด เพราะอาจเกิดการแพ้ยาหรือได้ยาเกินขนาดหรือได้ยาที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ในปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาใช้ในการลดความอ้วนซึ่งจะมีผลข้างเคียงน้อยมากหรือไม่มีเลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องไม่ลืมในระหว่างการใช้ยาลดน้ำหนัก ก็คือ ต้องรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ตามคำแนะนำของแพทย์ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
สำหรับคุณที่เลือกใช้ยาลดความอ้วนในการลดน้ำหนัก ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลในการรักษา และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลดน้ำหนักดังนี้
- เมื่อน้ำหนักลดลงตามที่ต้องการแล้ว ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อปรับขนาดยาให้ลดลงและเพื่อให้น้ำหนักคงที่
- หลังจากหยุดทานยา ควรรับประทานอาหารแค่พออิ่ม
- ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ควรทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีนึ่ง เผา ย่าง และต้ม
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม
- ควรรับประทานอาหารเฉพาะในมื้ออาหาร
- ควรหลีกเลี่ยงการวางอาหารจานโปรดหรือของว่างไว้ใกล้ตัว
- ควรเตรียมอาหารหรือซื้ออาหารให้พอดีไม่ควรเหลือเพราะจะทำให้ทานมากเกินไป เนื่องจากความเสียดาย
- ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ0เป็นการใช้พลังงานเพื่อลดไขมันส่วนเกิน
การลดความอ้วนด้วยวิธีการใช้ยา ควรจะปรึกษาและรับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ยาควบคุมน้ำหนัก ไม่ควรจะไปซื้อยามาทานเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
กลับไปหน้าแรก
ปลูกและรักษาเส้นผม
ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน นับเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพและความเชื่อมั่นในตนเอง พบว่าร้อยละ 90% ของผู้ที่มีศีรษะล้านมาจากพันธุกรรม สำหรับการแก้ไขมีหลายวิธี เช่น การรับประทานยา การใส่วิกผมหรือทอผม เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวิธีการรักษาที่ได้ผลเป็นอย่างดี นั่นคือการปลูกผมจริง
วิธีการปลูกผมจริง
- แพทย์จะฉีดยาชา หรือให้ยานอนหลับอย่างอ่อน
- จะทำการย้ายรากผมจากบริเวณท้ายทอย ซึ่งเมื่อหายดีแล้วจะมองเห็นรอยแผลไม่ชัดเจน แล้วนำมาแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปปลูกในบริเวณที่ไม่มีผม
- แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษเปิดให้มีช่องบริเวณหนังศีรษะที่ไม่มีผม แล้วใส่รากผมที่เตรียมไว้ลงไป
- หลังการรักษาสามารถกลับบ้านได้เลย
ข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัดปลูกผม 24 ชั่วโมง
- ภายใน 24 ชม.แรกหลังการผ่าตัด ห้ามสัมผัสแผล ทำแผล ซับเลือด สระผม หรือถูกน้ำบริเวณที่ปลูกผม
- หลังการปลูกผมควรนอนในท่าที่ศีรษะสูงในช่วง 2-3 วันแรก โดนหนุนหมอน 2-3 ใบ
- ควรงดสระผมหลังการปลูกผม 24 ชั่วโมง หลังครบ 24 ชั่วโมง ให้สระผมได้ด้วยแชมพูและทิ้งแชมพูไว้บนศีรษะประมาณ 15 นาที เพื่อให้สะเก็ดนิ่ม โดยให้สระผมทุกวัน ๆละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
- ควรงดสูบบุหรี่
- ผ้ารัดศีรษะ(Head Band) ให้รัด 4-5 วันหลังปลูกผมเสร็จแล้วจึงเอาออกได้
- หลังการผ่าตัดปลูกผม 7 วัน แพทย์อาจจะนัดตัดไหมบริเวณท้ายทอย
- ระวังในการขึ้นหรือลงรถยนต์ในขณะที่ศีรษะของท่านยังชาอยู่ การกระแทกของศีรษะอาจจะทำให้เส้นผมที่ปลูกอยู่หลุดได้
- ไม่ควรขับรถยนต์กลับบ้านเองหลังการผ่าตัดปลูกผม เนื่องจากฤทธิ์ของยานอนหลับอาจจะยังไม่หมด
- ในกรณีที่มีอาการบวมบริเวณศีรษะหรือหนังตาหลังผ่าตัด อาจใช้น้ำแข็งประคบบริเวณหน้าผากได้ แต่ห้ามประคบน้ำแข็งบริเวณศีรษะที่ได้รับปลูกผมเด็ดขาด
- ในกรณีที่มีสะเก็ดเลือดบริเวณผ่าตัดปลูกผม ห้ามแกะเด็ดขาด สะเก็ดเลือดเหล่านี้จะหลุดเองโดยธรรมชาติ ภายใน 2 สัปดาห์
กลับไปหน้าแรก
เปลี่ยนเสียง
เปลี่ยนเสียง-แก้ไขเสียงแหบ เพื่อน้ำเสียงที่ชวนฟัง
"เสียง"เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสนทนาและยังเป็นสัญลักษณ์ทางเพศอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นหญิงหรือชาย เสียงจะเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของคนๆนั้น
"เสียงแหบ" จะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการใช้เสียงที่มากเกินไป หรือผิดวิธี หรือมีโรคติดเชื้อที่สายเสียงหรือเกิดอุบัติเหตุใดๆก็ตามที่กระทบกระเทือนต่อกล่องเสียง และสายเสียงจนมีผลทำให้การทำงานของสายเสียงผิดปกติไป ดังนั้นต้องมีการตรวจอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะ กับโรคนั้นๆ
"เปลี่ยนเสียง"เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าและเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้สามารถผ่าตัดกล่องเสียงเพื่อยกระดับความถี่ของเสียงที่ห้าวๆ ต่ำๆ ให้เปลี่ยนเป็นเสียงที่เล็กแหลมและสูงขึ้นได้ และยังรวมทั้งการลบความแหลมนูนเด่นของลูกกระเดือกออกไปด้วยในการผ่าตัดครั้งเดียวกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจในการสนทนาและความสวยงามมากขึ้นได้ในสาวประเภทสอง สิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง ให้มากขึ้นด้วย
- ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1-2 ชม.
- วิธีนี้จะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก 1-2 ซม.ที่บริเวณลูกกระเดือกแผลผ่าตัดใช้เวลา 7 วันจะติดสนิทและตัดไหมได้
- นอนพักโรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน
การเตรียมตัวก่อนการรักษา
- ควรได้รับการตรวจสภาพการทำงานของกล่องเสียงและสายเสียงโดยละเอียดได้แก่ ความพลิ้วไหวของสายเสียง ความถี่ของสายเสียง โครงสร้างและรูปร่างของสายเสียง และกล่องเสียงความดังกังวานของเสียงก่อนทำการผ่าตัด
- ถ้ามีอาการไอมากหรือเป็นหวัดต้องรักษาให้บรรเทาก่อน
- งดน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมง ก่อนทำการผ่าตัด
- ถ้าคนไข้รับประทานยาชนิดใดอยู่เป็นประจำหรือสูบบุหรี่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยเพราะยาบางชนิด และบุหรี่มีผลต่อการสมานแผลผ่าตัด
การปฏิบัติตัวหลังการรักษา
หลังการผ่าตัดต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล 2 วัน เพื่อจะได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และแพทย์จะได้แนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องดังนี้
- หลังผ่าตัดต้องงดการออกเสียงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ให้สื่อสารโดยการเขียนแทนเพื่อรอให้มีการสมานแผลเรียบร้อยดีก่อน
- งดการไอ ขากเสมหะแรงๆ เพื่อไม่ให้สายเสียงบวม
- งดอาหารที่กรอบๆ แข็งๆ ที่กระตุ้นการไอหรือระคายคอเป็นเวลา 2 สัปดาห์
- เริ่มรับประทานอาหารอ่อนๆได้ และยาฮอร์โมน(ถ้ามี)ในวันรุ่งขึ้น
- ให้พบแพทย์ตามนัด 1 สัปดาห์เพื่อตัดไหม(ถ้ามีแผลเย็บ) พร้อมกับตรวจสภาพการทำงานของสายเสียง โดยละเอียดและฝึกการออกเสียงโดยละเอียดและฝึกการออกเสียง(Speech Therapy) หลังการผ่าตัด กรณีผ่าตัดรักษาเสียงแหบ
- ในผู้ป่วยที่เส้นเสียงแหบจากก้อนเนื้อที่สายเสียงหรือสายเสียงที่มีการทำงานลดลง จากสาเหตุดังข้างต้น
- ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบแล้วผ่าตัดโดยการส่องกล้องเดินทางช่องปากไปถึงสายเสียง
- ไม่มีบาดแผลภายนอก นอนพักโรงพยาบาล 2 วัน
กรณีผ่าตัดเปลี่ยนเสียงให้สูงขึ้น
จะทำกรณีที่ผู้ป่วยมีเสียงห้าวต่ำมากกว่าปกติ แล้วต้องการยกระดับความถี่ของเสียงตนเองให้เล็กแหลมสูงขึ้น(ส่วนมากเป็นสาวประเภทสอง)
กลับไปหน้าแรก
ฉีดโบท็อกซ์
เพื่อใบหน้าที่อ่อนวัยอีกครั้ง รอยย่นต่างๆบนใบหน้า เป็นปัญหาด้านความงามของผิวที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อผิวพรรณที่ดีอย่างที่ต้องการ
สาเหตุของการเกิดรอยย่นบนใบหน้า
- อายุที่เพิ่มขึ้นตามวัย
- ถูกแสงแดดบ่อยๆ
- ผลข้างเคียงจากการใช้เครื่องสำอางมากเกินไป
- ความเครียด ความวิตกกังวล
- การทำงานของใบหน้าในลักษณะต่างๆ เช่น การที่ชอบขมวดคิ้ว การเลิกคิ้วเป็นประจำ หรือในบางคนที่ยิ้มแล้วมีรอยย่นที่หางตา(รอยตีนกา)
BOTOX ยาที่สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้า
โบท๊อกซ์ เป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาให้กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอย ลดการหดตัวลง จึงทำให้รอยย่นต่างๆ บนใบหน้าลบเลือนไปด้วย
ในปัจจุบันการฉีดยา BOTOX กำลังเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก เพราะใช้เวลาในการรักษาน้อยและได้ผลค่อนข้างดี
ขั้นตอนการรักษา
- แพทย์จะทายาชา หรือประคบด้วยน้ำแข็งบริเวณที่จะฉีดยา BOTOX่
- ฉีดยาเข้าบริเวณที่ต้องการลดรอยย่น โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที
- นั่งพักสักครู่และสามารถกลับบ้านได้เลย
- รอยย่นจะหายไปภายใน 3-7 วัน
การดูแลหลังการผ่าตัด
- อยู่ในท่าตรง นั่งหรือยืนและบริหารกล้ามเนื้อมัดที่ฉีดบ่อย ๆภายใน 3 ชั่วโมงแรกหลังฉีด
- ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดและใช้วิธีซับใบหน้าเบาๆ ไม่ควรนวดหรือถูหน้าแรงๆ ให้มาพบแพทย์ตามที่แพทย์นัด
กลับไปหน้าแรก
ผ่าตัดรัดกระเพาะ SAG-BAND
ลดความอ้วนด้วย การรัดกระเพาะให้เล็กลง
ลดความอ้วนด้วยการรัดกระเพาะให้เล็กลง โดยการใช้ SAG-Band เทคโนโลยีใหม่จาก Swedish Adjustable Gastric Band ที่ทำมากว่า 10 ปีในต่างประเทศ
SAG-BAND คืออะไร
SAGBAND (Swedish Adjustable Gastric Band) คือวิธีง่าย ๆ สำหรับผู้ที่ลดความอ้วนจากการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และรับประทานยาแล้วยังลดความอ้วนไม่ได้ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับของคนไข้จากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 10 ปี
SAG-BAND เป็นการผ่าตัดภายใต้กล้อง โดยการเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้องเพื่อนำสายรัดกระเพาะอาหารที่มีบัลลูนด้านใน รัดบริเวณส่วนต้นของกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะส่วน ที่ทำงานมีขนาดเล็กลง ผู้รับการรักษาจะกินน้อยและอิ่มนานไม่ค่อยหิว ซึ่งเป็นวิธีการลดและควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยที่มีความ อ้วนมาก ๆ สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้มากถึง 30 %
ข้อดีของการทำ SAG-Band
- SAG-Band รัดกระเพาะอาหารให้เล็กลง หรือกลับคืนสู่ขนาดเดิมได้ตามต้องการ
- การใช้ SAG-Band ทำให้กินอาหารได้น้อยลง เพราะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติจากที่ขนาดกระเพาะเล็กลง
- น้ำหนักลดลงอย่างสม่ำเสมอ
- ลดปัญหาความดันโลหิตสูง โรคไขข้อเสื่อม โรคเบาหวาน โรคหัวใจจากความอ้วน
- ทำให้บุคลิกภาพดีขึ้น
วิธีการผ่าตัด
แพทย์จะเริ่มด้วยการตรวจโรคประจำตัว ตรวจสอบประวัติการรักษา แล้วจึงทำการผ่าตัดด้วยกล้อง การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยการสอดเครื่องมือที่จะใช้ในการรัดกระเพาะลงไปในผิวหนังผ่านบริเวณท้องช่องเล็ก ๆ ที่แพทย์ได้เจาะไว้ ตัว SAG BAND จะถูกวางตำแหน่งบริเวณด้านบนของกระเพาะ เพื่อรัดกระเพาะให้มีขนาดเล็กลง อาหารที่รับประทานเข้าไปก็จะ เต็มกระเพาะได้เร็วขึ้น และผู้ป่วยก็จะรู้สึกอิ่มเร็ว เมื่อทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักของร่างกายก็จะลดลงตามปริมาณอาหารที่ได้ทานน้อยลง
การปฎิบัติตนหลังทำ SAG-Band
เพื่อให้ได้ผลที่ดีจากการรักษาด้วย SAG BAND ผู้ป่วยครจะปฏิบัติ ดังนี้
- รับประทานอาหาร 3 เวลาเป็นประจำทุกวัน
- รับประทานแต่อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงเท่านั้น
- ควรรับประทานอาหารช้า ๆ หยุดทันที เมื่อมีอาการอึดอัด หรืออิ่ม
- ไม่ควรรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ
- หลังจากทำ SAG BAND ใหม่ ๆ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แข็ง หรืออาหารที่ย่อยยาก เพราะอาจทำให้ SAG BAND เคลื่อนจากจุดที่กำหนดไว้
หลังจากน้ำหนักลดลงไป ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นจากโรคที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หืดหอบ โรคไขข้อ อาการปวดหลัง หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจ สุขภาพโดยทั่วไปก็ดีขึ้น กระฉับกระเฉง และคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีความมั่นใจในตัวเอง บุคลิกภาพดีขึ้น มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจอย่างเห็นได้ชัด
Review ผ่าตัดรัดกระเพาะยันฮี (แบ่งปันข้อมูลสำหรับคนที่สนใจลดความอ้วน)
กลับไปหน้าแรก